รู้ลึกทิศทางตลาดกุ้งขาว ปี 2546
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช

(ข้อมูล....คัมภีย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิงหาคม 2546)

รู้ลึกทิศทางตลาดกุ้งขาว '46

เขาถือว่าประเทศไทยเป็น Black Tiger Shrimp Countryเพราะเป็นประเทศส่งออกกุ้งกุลาดำเป็นอันดับหนึ่ง และต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมกุ้งแปรรูปของไทยเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองค่อนข้างสูง จะเห็นได้ว่านอกจากจะเป็นหนึ่งในการส่งออกด้านปริมาณแล้วด้านสัดส่วนของกุ้งแปรรูป หรือ Value-Added Product ก็ได้มีการพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
แม้ในต้นปี 2546 ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยได้ปรับตัวมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมส่งออกอย่างเป็นรูปธรรมกับเขาบ้างแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังคงมียอดส่งออกกุ้ง (ส่งกุ้งอะไรออกไปเขาก็นับเป็นกุ้งกุลาดำ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) ในไตรมาสแรกสูงมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 5% ให้ใจชื้นกันขึ้นมาบ้าง แต่ความดีใจเริ่มเบาบางลงเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2545 ขณะนั้นไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องสารตกค้างอย่างหนัก ปริมาณการส่งออกกุ้งลดลงร้อยละ 30 จากปี 2544 (ผู้จัดการรายวัน, 2545) นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ว่า หากนำปริมาณไตรมาสแรกของปี 2546 เปรียบเทียบกับปี 2545 อาจจะดูลวงตาไปบ้าง แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือกันว่าเรายังมีเวลา
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้กล่าวถึงภาพรวมกุ้งไทยที่ผ่านมาใน งานวันกุ้งขาว แวนนาไม (L.vannamei Day) ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมวังธารา แอนด์ รีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทรา ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

ปี 2545 เป็นปีที่ปัญหาสะสมของกุ้งกุลาดำถึงจุดปะทุ เริ่มจากพ่อแม่พันธุ์ที่หายากขึ้น ราคาแพงขึ้นแต่ให้ลูกกุ้งที่ไม่แข็งแรง ต้นทุนการเลี้ยงสูง เมื่อมีการเปลี่ยนวิธีตรวจสารตกค้างอย่างเข้มงวดทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจนเกษตรกรหลายคนเห็นว่าไม่คุ้มกับการลงทุน ปริมาณการผลิตกุ้งของไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งกลับระดมกำลังเพิ่มปริมาณการผลิต จนสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปได้เกือบทุกราย
ในปีเดียวกันกรมประมงเปิดโอกาสให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนนาไม (L.vannamei) เข้ามาในประเทศอีกครั้งหนึ่งหลังจากทดลองให้นำเข้าครั้งแรกแล้วการเลี้ยงไม่ได้ผลเท่าที่ควรจึงสั่งห้ามเพื่อป้องกันปัญหาโรคกุ้ง ในครั้งล่าสุดนี้อาจเนื่องจากเกษตรกรไทยมีความรู้ความชำนาญมากขึ้น หรือพันธุ์กุ้งแวนนาไมมีการพัฒนาให้ดีขึ้น ประกอบกับปัญหากุ้งกุลาดำดังกล่าวแล้ว ทำให้กุ้งขาวแวนนาไมกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับมากกว่าครั้งก่อน จนถึงขั้นมีการคาดการณ์ว่าจะเข้ามาทดแทนกุ้งกุลาดำได้ร้อยละ 15-20 ภายในปีเดียวและอาจสูงถึงร้อยละ 40 ใน 3 ปี
แม้ว่ากุ้งขาวแวนนาไมในระยะแรกจะเลี้ยงได้ผลดีกว่ากุ้งกุลาดำ แต่เมื่อพิจารณาดูความแตกต่างของกุ้งสองชนิดนี้โดยเฉพาะขนาดตัวจะเห็นได้ว่ากุ้งขาวแวนนาไมไม่สามารถทดแทนกุ้งกุลาดำในขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นไปได้ (ใหญ่สุดประมาณ 50-60 ตัวต่อกก.) ซึ่งการวางแผนการเลี้ยงและโครงสร้างต้นทุนย่อมแตกต่างจากกุ้งกุลาดำที่สามารถเลี้ยงไม่หนาแน่นนัก รอให้โตได้ขนาดใหญ่ขึ้นไปได้ ซึ่งจะได้ราคาต่อกก.ดีกว่ากุ้งขนาดเล็ก นอกจากนี้กุ้งขาวแวนนาไมยังมีคู่แข่งจากประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าไทย คือ ประเทศแถบอเมริกากลาง/ใต้ และจีน ซึ่งหากไทยจะแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ก็ต้องเน้นการแปรรูป สร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและคุณภาพที่เหนือกว่าเหมือนเช่นกับที่เคยทำสำเร็จกับกุ้งกุลาดำมาแล้ว
กุ้งอีกชนิดหนึ่งคือ กุ้งก้ามกรามซึ่งเป็นกุ้งน้ำจืดพื้นเมืองมีความต้านทานโรคสูง แข็งแรง สามารถเลี้ยงให้ขนาดใหญ่ได้ มีตลาดเฉพาะไม่แพร่หลายนัก สาเหตุที่ไม่เป็นที่นิยมเพราะเนื้อน้อยเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรวม และอาจเนื่องจากเลี้ยงง่ายเกษตรกรจึงไม่ค่อยพิถีพิถันเท่าที่ควร ทำให้พบสารตกค้างที่อาจเชื่อได้ว่าไม่มีการจงใจใช้สำหรับการเลี้ยงกุ้ง ถ้าสามารถรักษาคุณภาพให้ดีกุ้งก้ามกรามจะสามารถพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่แตกต่างได้
ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2546 ตลาดกุ้งทั้งมหาชัยและนครศรีธรรมชาติรายงานตรงกันว่าปริมาณกุ้งผ่านตลาดประมูลทั้งสองลดลงจากปี 2545 โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช แพกุ้งประมาณว่าปีนี้มีกุ้งเพียง 25% ของปีก่อนซึ่งในปีที่แล้วนั้นช่วงต้นปีเกษตรกรผลิตกุ้งน้อยลงจากปี 2544 มากเนื่องจากเกรงปัญหายาสัตว์ตกค้าง หากแนวโน้มขอสังเกตนี้เป็นจริงต่อเนื่องตลอดปี กุ้งไทยจะทำรายได้เข้าประเทศรวมทั้งปีไม่ถึง 60,000 ล้านบาท

เงื่อนไขธุรกิจส่งออกกุ้งภาครวมและรายประเทศ
ในยุคปัจจุบันผู้บริโภคมีการตื่นตัวด้านความปลอดภัยด้านอาหารอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลให้ลูกค้าทุกประเทศพยายามตั้งมาตรฐานสินค้าอาหารนำเข้าให้สูงขึ้น เพื่อแสดงให้ประชาชนในประเทศตนเห็นว่ารัฐบาลห่วงใยในสุขภาพและสวัสดิการของประชาชน นอกจากมาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยแล้ว ยังมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์ สวัสดิการสัตว์ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูล การปิดฉลาก ฯลฯ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากไม่สามารถเพิ่มราคาขายปลายทางได้ก็หมายความว่าต้องลดต้นทุนด้านอื่นลง
สหรัฐอเมริกา
ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย มีปัญหาที่ยังไม่ได้ข้อยุติคือ การฟ้องร้องเรื่องทุ่มตลาด (Anti-dumping Suit) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงกุ้งไทยจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง แน่นอนว่าจะส่งผลให้ลูกค้าสหรัฐฯ ซื้อกุ้งไทยน้อยลง โรงงานแปรรูปบางรายอาจต้องปิดกิจการ ทำให้ความต้องการวัตถุดิบกุ้งเข้าโรงงานลดลง ราคากุ้งจะตกต่ำเป็นประวัติการณ์
หากไม่คิดถึงการฟ้องร้องทุ่มตลาด สหรัฐฯ ยังเป็นผู้ซื้อที่ดีคือซื้อปริมาณมากและซื้อหลากหลายรูปแบบตั้งแต่กุ้งหักหัวธรรมดา กุ้ง IQF กุ้งปอกผ่าหลัง ไปจนกุ้งต้มเรียงพร้อมน้ำจิ้ม และกุ้งทอดชุบเกล็ดขนมปัง การแข่งขันในประเทศสหรัฐฯ เองมีสูง ทำให้ผู้ซื้อพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างความแตกต่าง และหาทางลดราคาไปด้วยในเวลาเดียวกัน จากตัวเลขดรรชนีราคานำเข้ากุ้งของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1999 ถึงปัจจุบัน แนวโน้มราคาถูกลง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตลาดสหรัฐฯ คือกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย (Anti-terrorist) ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนในการประกอบธุรกิจนำเข้าทุกประเภท อาหารจัดเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จึงมีกฎระเบียบการนำเข้าและการขนถ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ตลอดจนมาตรการป้องกันในโรงงานแปรรูปเป็นการเพิ่มขั้นตอนการทำงานนอกเหนือจากระบบ HACCP ที่ใช้กันอยู่เดิม
ผู้นำเข้าสหรัฐฯ แบ่งการขายเป็น 2 ลักษณะ คือขายผ่านภัตตาคารกับขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต การขายแบบแรกเน้นคุณภาพความสดของกุ้งและขนาดตัวกุ้งต้องสม่ำเสมอ การซื้อจะต่อเนื่องได้หลายปี ส่วนการขายแบบหลังเน้นการบรรจุภัณฑ์และรูปลักษณ์ภายนอก มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์บ่อยกว่าแบบแรก
ญี่ปุ่น
วิธีการดำเนินธุรกิจของญี่ปุ่นแตกต่างจากลูกค้าตะวันตก กล่าวคือ ผู้ค้ารายใหญ่มักตั้งตัวแทนในประเทศไทยทำงานร่วมกับผู้ผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่น แม้ขั้นตอนการผลิตจะละเอียดซับซ้อนกว่า แต่มักซื้อต่อเนื่องเป็นระยะยาวทำให้คุ้มที่จะลงทุน สำหรับมาตรการด้านสุขอนามัยญี่ปุ่นใช้วิธีตรวจรับรองเป็นรายๆ ไป โดยเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเดินทางมาตรวจเอง มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมปศุสัตว์ กรมประมง เป็นผู้ประสานงาน
สิ่งที่พิจารณาเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าญี่ปุ่นคือ บริษัทมีความสามารถในการจัดซื้อวัตถุดิบกุ้งมาจากหลายแหล่งทั่วโลก หากกุ้งไทยราคาสูงเกินไปหรือคุณภาพไม่ได้ตามความต้องการ ญี่ปุ่นจะซื้อวัตถุดิบมาเอง ซึ่งจะมีปัญหาคือ ราคาซื้อเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ราคาขายเมื่อนำเข้าญี่ปุ่นเป็นเงินสกุลเยนหากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่ดี เงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้อำนาจการซื้อของญี่ปุ่นลดลงมาก โครงการลงทุนทำอย่างดีจะไม่สามารถดำเนินการต่อไป
สำหรับกุ้งที่ลูกค้าญี่ปุ่นนิยมซื้อ ยังคงเป็นกุ้งกุลาดำขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ลูกค้าแต่ละรายจะมีวิธีการผลิตรูปแบบสินค้า และสูตรส่วนประกอบหรือเครื่องปรุงของตนเองที่ถือเป็นความลับ ผู้ผลิตสินค้าส่งญี่ปุ่นรายใหญ่จะมีคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์กันยาวนาน มีความไว้ใจที่จะเปิดเผยความลับทางการค้าดังกล่าว
สหภาพยุโรป
กุ้งไทยที่ส่งเข้าสหภาพยุโรปเริ่มลดลงตั้งแต่การตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จากเดิมที่เคยส่งขายอยู่ร้อยละ 30-35 ของปริมาณกุ้งส่งออกทั้งหมด ลดเหลือร้อยละ 10-15 และนับตั้งแต่การเกิดปัญหาเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง ยอดส่งออกกุ้งไทยไปสหภาพยุโรปเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ซึ่งจุดนี้อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศในทวีปแอฟริกาตอนบนอาศัยความได้เปรียบติดต่อกับสหภาพยุโรปได้ง่าย ปรับตัวเป็นผู้ผลิตกุ้งส่งออกสู่ตลาดยุโรปโดยเฉพาะ เหมือนกับที่ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ผลิตกุ้งส่งเข้าสหรัฐฯ นั่นเอง
แม้ว่าสินค้าที่เข้าพิกัดเป็นกุ้งจากไทย จะส่งเข้าสหภาพยุโรปน้อยมาก แต่อาหารทะเลแปรรูปเช่น กุ้งกระป๋อง กุ้งชุบแป้ง ปอเปี๊ยะ ขนมจีบ หรืออาหารว่างอื่นที่ใช้กุ้งเป็นวัตถุดิบยังขายได้ดีจุดนี้จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าไว้ เมื่อสามารถแก้ปัญหาการตรวจสอบสารตกค้างได้คือ มีข้อยุติที่ปฏิบัติได้และเป็นธรรม กุ้งไทยอาจได้ตลาดยุโรปกลับคืนมาบ้าง
ดร.ผณิศวร กล่าวเพิ่มเติมว่า "สำหรับปี 2545 เป็นจุดที่เราก็รู้ว่ากุ้งกุลาดำที่ถูกบีบ ถูกอัดทั้งนอกและในประเทศ ทั้งยุโรป อเมริกา จนถึงจุดที่ว่าไม่มีจะเลี้ยงและเลี้ยงไปก็เท่านั้นโดนตรวจ โดนบีบ ขายไม่ได้ ก็มีการนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมเข้ามา มีการอนุมัติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 ที่เกษตรกรไม่เลี้ยงกุ้งกุลาดำเพราะเลี้ยงไม่รอด จากข้อมูลปีแรกที่เลี้ยงกันประมาณกันว่าน่าจะได้ 15% ที่เข้ามาแทนกุ้งกุลาดำ แต่ จากการสอบถามคนในวงการเรือ คือ สายเรือที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งให้กับสมาชิกสมาคมแช่เยือกแข็งไทย บอกว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2546 มีกุ้งขาวส่งออก 55% เป็นกุ้งกุลาดำ 45% ฉะนั้นถามว่าเลี้ยงกุ้งขาวได้ไหม เลี้ยงได้ ส่งออกได้และไม่ต้องถามว่าขายได้ไหมเพราะขายได้แน่ๆ
แต่มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งว่าถ้าเป็นกุ้งกุลาดำเรามีเยอะกว่าเขาเพราะเราเป็นผู้นำ พอเป็นกุ้งขาวแวนนาไมราคาทำไมพยากรณ์ยากก็เพราะว่าเราไม่ได้เป็นผู้ผลิตกุ้งขาวมากที่สุดในโลก มีคนที่ผลิตมากกว่าเราเพราะฉะนั้นถ้าเขาออกเยอะเราก็เลี่ยงๆ หลบๆ หน่อย ซุนวู กล่าวว่า ก่อนจะรบต้องเช็คกำลังก่อน ถ้ากำลังเรามากกว่าเขา 10 เท่าก็ลุย มากกว่าเขา 5 เท่าก็ลุยแต่เผื่อทางถอยไว้บ้าง มากกว่าเขาเท่าตัวลุยเหมือนกันแต่เจรจาพลางลุยพลาง ถ้ากำลังเท่ากันเจรจาอย่างเดียว ถ้ากำลังน้อยกว่าให้สร้างทางหนีไว้เลย เพราะฉะนั้นเรามีกุ้งขาวแค่นี้จะไปถล่มราคาเขาเราทำไม่ได้ ราคาเลยเป็นอย่างนี้ และกุ้งกุลาดำจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ก็อยู่ที่ความสามารถจริงๆ ของต้นน้ำ พ่อแม่พันธุ์ถ้าเลี้ยงแล้วรอดก็ดี แต่ตัวเก่าเลี้ยงแล้วไม่รอด เลี้ยงวิธีใหม่ก็ไม่รอด พอเอาตัวใหม่มาเลี้ยงแล้วรอด โตเร็วจึงมีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นถึง 55% แต่เราก็อย่าทิ้งกุ้งก้ามกรามเพราะกุ้งตัวนี้ส่งออกมีน้อยและเราสามารถทำตลาดได้ง่ายกว่ากุ้งขาวและรับรองว่าจีนไม่แย่งเราเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแน่เพราะเป็นกุ้งเขตร้อนไปเลี้ยงเขตอื่นไม่ได้ เพียงแต่ว่าตัวหนึ่ง 100 กรัมตัดหัวออกเหลือ 40-45 กรัม ก็มีวิธีการแก้หลายอย่างคือ ปรับปรุงพันธุ์ หรือไปสอนวิธีให้เขากินหัวบ้างว่าหัวกุ้ง มันกุ้งอร่อยแค่ไหนเท่านั้น (หัวเราะ)"

ส่วนภาวการณ์ด้านราคาตลาด ดร.ผณิศวร บอกว่า "จากที่ไปสอบถามตลาดกุ้งทั้งที่มหาชัยและ นครศรีธรรมราช ปี 2546 (ปลายเดือนมีนาคม) เขาบอกว่ามีกุ้งกุลาดำเข้าตลาดแค่ 25% ของปี 2545 ตอนนั้นผมนึกใจว่าไม่มีกุ้งทำแน่เลยเพราะปริมาณน้อยมาก พอมาสำรวจตัวเลขส่งออกจริงรวมทั้งที่นำเข้าทางสหรัฐฯ ของไทยเราช่วง 3-4 เดือนส่งออกมากกว่าปี 2545 ถึง 5% ถามว่ากุ้งเข้าตลาดแค่ 25% แล้วส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างไร คือ กุ้งที่ขายไม่ผ่านแพเริ่มเยอะขึ้น โดยมีการขายตรงกับโรงงานเพิ่มขึ้น ตัวอย่างหนึ่งของผมตั้งใจว่าจะซื้อตรงให้ได้ 25% แต่พอกุ้งขาวเริ่มออกกุ้งกุลาดำมีปริมาณลดลงปรากฏว่าปีเดียวขึ้นเป็น 40% ส่วนยูเนียนโฟรเซ่น ของคุณธงชัย เคยถามว่าพี่ซื้อกุ้งขาวบ้างหรือยัง บอกว่าซื้อแล้วประมาณ 80% ของกุ้งขาว แถมยังบอกว่าถ้าผมไปที่ไหนเชียร์กุ้งกุลาดำหน่อย ไม่มีกุ้งกุลาจะทำแล้ว แม้มีกุ้งขาวก็ยังอยากทำกุ้งกุลาดำอยู่"

 

"เรื่องที่อเมริกาฟ้องเรื่องทุ่มตลาดก็มีการแก้ไขกันหลายทาง ทั้งการจ้างทนาย ระดมอาเซียนประชุมกัน อีกทางหนึ่ง ADDA คือ สมาคมแปรรูปอาหารทะเลของอเมริกาเขาก็บอกว่าจะจัดการให้ผลสุดท้ายวิธีการแก้ของเขาคือแจกเงิน โดยใช้ซื้อเรือที่จับกุ้งมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น แล้วคนจับกุ้งหาเงินกู้ใหม่ไปซื้อเรือไม่ได้คนจับกุ้งก็ลดลง พอคนจับกุ้งหายไป 70% ที่เหลืออีก 30% จับกุ้งมาถึงฝั่งราคาดีก็หายเดือดร้อนตรงนี้ยังพอสบายใจไปได้อีกสักปี ปีหน้าก็ว่ากันใหม่จะมีเรื่องมาเรื่อยๆ ส่วนทางอเมริกาเราก็ค้าขายกันง่ายๆ ญี่ปุ่นก็เหมือนกันหากผลการตรวจสอบสารตกค้างอยู่ในเกณฑ์ก็ค้าขายกันได้ไม่มีปัญหา ส่วนสหภาพยุโรปปริมาณที่ส่งขายน้อยจนเหมือนเป็นเข่งมากกว่าตลาด เพราะเราเริ่มจาก 35% เข้าตลาดยุโรปพอขึ้นภาษีเราลดลงมาเหลือ 18% พอตรวจคลอแรมฟีนิคอลเหลือ 8% ตรวจไนโตรเหลือ 2% ปีนี้เหลือ 1% เท่านั้น"

เหตุผลการเกิดตลาดกุ้งไซซ์เล็ก
ดร.ผณิศวร บอกว่า "ตลาดมีกุ้งทั้ง 2 ตัว กุ้งขาวขายได้แน่นอน ประเทศสหรัฐฯ ซื้อเยอะแต่เขาเศรษฐกิจไม่ดี ดอลลาร์อ่อน คนกินกุ้งตัวเล็กลงแน่นอนกุ้งตัวเล็กขายได้ง่ายกว่ากุ้งตัวใหญ่ ไม่ใช่เขาชอบกุ้งตัวเล็ก เขาชอบเพราะราคาถูก ตลาดกุ้งตัวเล็กเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นมาจากกุ้งกุลาดำเลี้ยงไม่รอด พอจับขึ้นมามีกุ้งไซซ์ 30-50 ตัวต่อกก. ที่ตั้งใจเลี้ยงไม่ถึงครึ่งบ่อที่เหลือก็เป็นไซซ์เล็ก ช่วงที่เราขายไซซ์ใหญ่พวกไซซ์เล็กก็เหมือนของเหลือก็ขายถูก พอขายถูกปีแรกยังไม่มีตลาดเพราะกุ้งกุลาดำไซซ์ 100 ตัวต่อกก.ไม่มีใครเลี้ยงมันได้มาเอง พอลองถามลูกค้าดูเขาก็บอกลองทำมาดูก็ได้ เราก็ลองต้มโปรยหน้าสลัดก็ขายได้ เอาไปชุบขนมปังทอดก็ขายได้ เลยเกิดตลาดกุ้งไซซ์เล็กขึ้นมาซึ่งยังถือเอาราคากุ้งที่เราตัดขายทิ้งเป็นเกณฑ์ พอถึงจุดที่ว่าไม่ได้ตั้งใจเลี้ยงตัวใหญ่แล้วได้ตัวเล็กไม่ใช่นะ ถ้าผมตั้งใจเลี้ยงตัวเล็กต้องไปเจรจากันใหม่ ที่เคยซื้อกุ้งหนีตาย ราคากุ้งขายทิ้งไม่ใช่นะ บางคนบอกว่าต้องเอาราคากุ้งขาวแวนนาไมไปเทียบราคากุ้งกุลาดำตัวเล็ก ก็มีเหตุผลอยู่ว่าถ้าเผื่อกุ้งแวนนาไมมีเข้าตลาดวันละ 50 ตัน แต่กุ้งกุลาดำตัวเล็กมีเข้าตลาดวันละ 5 ตันเอามาเทียบราคากันได้อย่างไร ก็ต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่ง
สำหรับผู้ส่งออกมี 2 แบบ คือแบบที่ขายทำตลาด กับแบบที่ขายตามใจลูกค้าแบบนี้ไม่ต้องทำตลาดเท่าไร แล้วลูกค้าทางปลายทางก็มี 2 แบบ พวกหนึ่งซื้อเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต อีกพวกหนึ่งซื้อเข้าภัตตาคาร ซึ่งถ้าเป็นทางอเมริกาก็ขึ้นอยู่กับว่าจะขายที่ไหนถ้าภัตตาคารเสป๊คต้องแม่นเกินหรือขาดไม่ได้ ถือว่าเป็นตลาดที่ดีเพราะมีราคาแพง และจะปรับตัวช้า ถ้าเขาเคยซื้อกุ้งกุลาดำแล้วจะให้เปลี่ยนเป็นกุ้งขาวทันทีไม่ได้ เพราะต้องไปเช็คสูตรการปรุงอาหารก่อน อันนี้รวมทั้งญี่ปุ่นด้วยซื้อแต่กุ้งกุลาดำเอาไปทำเทมปุระ แล้วเสป๊คญี่ปุ่นถ้าน้ำหนักตัวเท่านี้ ต้องยาวเท่านี้เพราะฉะนั้นถ้ายาวไม่พอต้องเข้าเครื่องยืดกุ้ง ยืดแล้วเขามีวิธีตรวจสอบคุณภาพเทมปุระโดยชุบแป้งแล้วสลัดใส่กะทะต้องวางพอดี ส่วนตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่เป็นไรเราส่งกุ้งขาวไปใหม่ๆ ไม่มีใครรู้จักก็ลดราคาลงเป็นช่วงโปรโมชั่นก็มีคนซื้อ ทั้งนี้จำนวนคนที่กินกุ้งตัวเล็กย่อมมีมากกว่าเพราะมีราคาถูกกว่า
ส่วนกุ้งไซซ์ก็จะขายตามช่วงเทศกาล และไซซ์ 10 ตัวต่อกก.ก็มีคนสั่งซื้ออยู่ตลอดเพียงแต่ปีหนึ่งมีออเดอร์ 10 ตู้เท่านั้นส่วนมากก็ส่งไปตามรีสอร์ท ที่เกาะตาฮิติ ตลาดกุ้งใหญ่ยังมีอยู่และคนที่จะเลี้ยงได้คือ คนที่เลี้ยงไม่หนามาก ที่กว้างทำงานน้อย รอกุ้งโต ปีหนึ่งจับได้ครอปเดียว แต่ถ้าทำตัวเล็กจับได้ 2 รอบตัวเล็กใช้เวลาแค่ 30% ของตัวใหญ่ มีเวลาพักหายใจแล้วทำอีกรอบหนึ่งได้เท่าไร ราคาถูกกว่ากันหรือเปล่า ถ้าราคาถูกกว่ากันครึ่งหนึ่งทำงานมากกว่ากันเท่าตัวก็ไม่อยากจะเลี้ยงตัวเล็ก แต่ถ้าทำตัวเล็กแล้วน้ำหนักได้มากกว่าตัวใหญ่เท่าหนึ่งราคาถูกกว่ากันแค่ 25% พอคิดแล้วได้เงินเพิ่มขึ้นมา 50% ก็หันมาทำตัวเล็ก ญี่ปุ่นเขาจะชอบซื้อกุ้งอินโดนีเซียเพราะเขาเลี้ยงกุ้งใหญ่เนื่องจากถนนหนทางเขาไม่ค่อยดีก็เลยปล่อยเลี้ยงนานเป็นกุ้งไซซ์ใหญ่ เดี๋ยวนี้ระบบแวนนาไมที่เลี้ยงที่อินโดนีเซียไม่เหมือนของเรา ของเรา 6 ชม. กุ้งถึงโรงงาน แต่ของเขา 30 นาที เพราะโรงงานเขาอยู่ที่บ่อ แล้วบ่อเขาจะปักป้ายไว้ว่าจะจับวันที่เท่าไร ที่ญี่ปุ่นเขาจึงซื้อที่อินโดนีเซียเพราะกุ้งสดกว่าของเรา แต่ถ้าเราพยายามทำก็น่าจะได้"

แนวโน้มในตลาดโลก
1.บริโภคเพิ่มขึ้น
- ปี 2002 อัตราการบริโภคกุ้งในสหรัฐฯ 3.4 ปอนด์/คน (สูงสุดในอาหารทะเล)
- ปี 2003 สี่เดือนแรกสหรัฐฯ นำเข้าเพิ่มขึ้น 15.99%
กุ้งกุลาดำ* เพิ่มขึ้น12.15% กุ้งขาว* เพิ่มขึ้น 32.24%
(* หมายถึงแหล่งผลิต…กุ้งไทยนับเป็นกุ้งกุลาดำ)

2.ราคาลดลง
ปี 1998 เฉลี่ย $ 7.61 kg
ปี 2000 เฉลี่ย $ 7.26 kg
ปี 2002 เฉลี่ย $ 6.23 kg
ปี 2003 ราคาต่ำสุดในรอบ 6 ปี (ราคากุ้งกุลาดำนำเข้าสหรัฐฯ )
"ราคาต่ำที่สุดเรียกว่า Price Crash เป็นราคากุ้งกุลาดำนี่ไม่ใช่ราคากุ้งต่อกก. ของกุ้งแต่ละไซซ์นะ แต่เป็นราคาเฉลี่ยของทุกไซซ์ เมื่อตลาดบริโภคกุ้งไซซ์เล็กมากขึ้นราคาเฉลี่ยในตลาดก็ก็ถูกลง"


"กุ้งกุลาดำนั้น ปีที่แล้วราคาเฉลี่ยอยู่ 6 เหรียญฯ กว่า ปีนี้เดือนนี้อยู่ที่ 5 เหรียญฯ กว่าๆ กุ้งขาวตั้งแต่ต้นปีตอนนี้เหลือ 3.40 เหรียญฯ กว่า เพราะตัวเล็กกว่ากุ้งกุลาดำราคาก็ถูกกว่า นี่คือราคาจากอเมริกาใต้/กลางถือเป็นแหล่งผลิตกุ้งขาวเห็นราคาแล้วเขาบอกว่ากุ้งจีนถูกกว่านี้อีก เรื่องราคาก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน"

3.กุ้งเลี้ยงแทนกุ้งจับจากทะเล
- อัตราส่วนกุ้งจับจากทะเลในสหรัฐฯ เท่ากับ 18%
- โครงการ Boat Buy Back ลดจำนวนเรือจับกุ้ง

4.ประเทศผู้ผลิตมากขึ้น
- ประเทศผู้ส่งออกกุ้งเพิ่มขึ้นเป็น 40 ประเทศ
- เฉพาะบราซิล เพิ่ม 380% ใน 5 ปี ประมาณการ 2003 : 90,000 ตัน
- ตลาดสหรัฐฯ 10 อันดับแรกเพิ่มขึ้นทุกราย
"ถ้ายิ่งราคาสูงขึ้นผู้ผลิตก็จะยิ่งมีมากขึ้นเพราะเขาเห็นว่าคนต้องการสูง ถ้าราคาไม่สูง เช่น เราเลี้ยงได้เยอะประสิทธิภาพดีขึ้น ขายถูกก็มีกำไรก็ไม่มีใครอยากแย่งเรา แต่ถ้าแพงขึ้นแล้วเขาลองเลี้ยงดูก็ไม่ยากอย่างที่คิดก็เลยแข่งกับเรา ถ้าเราทำฝีมือเท่าเดิมแต่รอดมากกว่าเดิมต้นทุนก็ถูกลงมาเอง แต่เดิมถ้าถามถึงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแรกๆ จะบอกว่าตายไป 30% พอไปที่จ.จันทบุรี บอกว่าเลี้ยง 10 บ่อรอด 6 บ่อ เอาเฉพาะที่ติดไม่ติดไม่นับด้วย แสดงว่ามีปริมาณมากกว่านี้ หากคำนวณออกมาแล้วพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ผลิตลูกกุ้ง 100 ตัว เข้าถึงโรงงานแค่ 25 ตัว ส่วนลูกกุ้ง 100 ตัวเข้าถึงโรงงานแปรรูป 25 ตัว ที่เหลือตาย เลี้ยงไม่โต แย่งพื้นที่บ่อ แทนที่จะเลี้ยงตัวที่รอดแต่ไปเลี้ยงตัวที่ตาย แย่งอาหาร ที่มีคนแย่งกันซื้ออาหารไปโยนลงบ่อกุ้งที่ตายทำให้อาหารแพงขึ้น แย่งทุกอย่าง กุ้งกุลาดำแพงจนไม่ไหว แพงจนกระทั่งแม้เลี้ยงรอดมาผมก็ไม่มีปัญญาซื้อ"

รูปกราฟส่วนแบ่งตลาด
"ดูปริมาณกุ้งที่เข้าสหรัฐฯ ประเทศไทยอันดับ 1 มีส่วนแบ่งตลาด 34-35% ประเทศอินเดียอันดับ 2 ส่วนแบ่งตลาด 15% ประเทศเวียดนามอันดับ 3 ส่วนแบ่งตลาด 13% ประเทศจีน อันดับ 4 ส่วนแบ่งตลาด 12% ประเทศเอกวาดอร์ ใกล้เคียงกัน ประเทศบราซิลไม่ถึง 10% ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนแบ่งตลาด 7% กว่า ประเทศเม๊กซิโก ส่วนแบ่งตลาด 5%"

"อัตราส่วนการเจริญเติบโตของตลาดเปรียบเทียบปี 2002-2003 ไทยที่มีส่วนแบ่งตลาด 34-35% ขายเพิ่มขึ้นมา 4% อินเดียเพิ่มขึ้น 8% เวียดนามเพิ่มขึ้น 58% จีน 60% (นับถึงสิ้นเดือนเม.ย. 2003) นี่ขนาดบอกว่ากุ้งจีนยังไม่ออกนะ เอกกวาดอร์เพิ่มไม่มาก 12-13% บราซิล 68% (น่ากลัว) อินโดนีเซียเพิ่ม 11-12% เม๊กซิโก เพิ่มไม่มากแต่ก็เพิ่ม ที่น่ากลัวคือ เวียดนาม จีน บราซิล ที่อินเดียก็มีข่าวว่าห้ามเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแต่ก็มีคนเลี้ยงกันเยอะ"

 

"จุดขายของเราไม่ใช่ขายผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ขายโรงงาน มาดูโรงงานสวย ลูกค้าจากเยอรมันจะซื้อกุ้งไทยต้องไปดูฟาร์ม เพราะเราต้องขายฟาร์ม ขายสภาพแวดล้อม ออแกนนิคทางยุโรปมีการบริโภคอยู่ 3.7% ที่เหลือ 96.3% เป็นธรรมดา ผมว่าอีก 5-10 ปี จำนวนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ลุยทำออแกนนิคไปก่อนตลาดแคบแต่มีคนซื้อแน่นอน แย่งกันทำไม่มากแต่ต้องขายได้ ไม่ยากเหมือนกับกุ้งไซซ์เล็ก กุ้งไซซ์เล็กง่ายตรงที่ว่าตลาดกว้างแต่ใครๆ ก็มีไม่ใช่ของหายาก"
ศักยภาพคู่แข่งของเรา
"ประเทศที่เริ่มใหม่อย่างเช่นเอกวาดอร์ ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรเพราะเขาค่อนข้างจะอยู่ตัวไม่เพิ่มพรวดพราด ประเทศที่พื้นที่เยอะ ทรัพยากรเยอะก็คือบราซิล ส่วนจีนเป็นการเมืองก็เยอะ ที่เลี้ยงมานานๆ อย่างเราจะเพิ่มพื้นที่ก็ไม่ไหวแล้ว ส่วนเอกวาดอร์ก็เหมือนกันเขาก็ปรับพื้นที่เดิมมาทำแบบใหม่ เม็กซิโกพื้นที่ไม่เหมาะเพราะเป็นที่ราบสูง ที่อื่นมีกุ้งดีแต่ก็มีปริมาณไม่มาก ที่ที่มีกุ้งดีและมีปริมาณมากมีเราทำได้อยู่ที่เดียว ที่น่ากลัวคือ บราซิลสภาพแวดล้อมเหมาะสม"
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแต่ละประเทศ
- สหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อมมีปัญหา TED
"แต่เดิมบอกว่าช่องที่เจาะให้เต่าออก 30 นิ้ว เขาบอกว่าไปสำรวจมาแล้วเต่าที่รอดรูขนาดนี้ไปมีแต่ตัวขนาดเล็ก เต่าตัวโตต้อง 42 นิ้ว ถึงจะปล่อยเต่าตัวใหญ่ที่กำลังจะมาวางไข่ได้ ก็คงจะต้องปรับขนาดอวนใหม่"
- ออสเตรเลีย/เยอรมัน การเลี้ยงกุ้งทำลายป่าชายเลน
- อังกฤษปล่อยข่าวการจับกุ้งทำลายลูกปลา
"เขาบอกว่าจับกุ้งจากทะเลมา 1 กก. ลูกปลาตายไป 93 กก. ถ้าไม่อยากให้ลูกปลาตายอย่ากินกุ้ง ก็ปวดหัวเหมือนกันกุ้งเลี้ยงไม่กินก็เพราะกลัวสารตกค้าง ส่วนกุ้งทะเลก็ทำให้ลูกปลาตาย"

5.มีกฎกติกามากขึ้น - สุขอนามัย สภาพแวดล้อม สวัสดิการสัตว์
- ต่อต้านก่อการร้าย
"ตรงนี้มีผลคือ การแจ้งสปีชีส์, ไซซ์ ต้องตรงกับเอกสารประกอบการขาย ถ้าเปิดตู้มาดูไม่ตรงเขาไม่ให้เข้า น้ำหนักผิดก็ไม่ได้ เขาบอกว่าผิดพอๆ กับส่งอาหารแล้วกลายเป็นระเบิดทีเดียว"

คำถามสุดฮิต กุ้งขาวแวนนาไมควรเลี้ยงไซซ์อะไร
ดร.ผณิศวร อธิบายให้ฟังว่า "ผู้เลี้ยงกุ้งชอบถามผมว่าควรเลี้ยงไซซ์อะไร ก็ต้องดูว่าขายให้ใคร ถ้าขายให้โรงงานไทยยูเนี่ยนฯ เขาซื้อ 70 ตัวต่อกก. ซื้อเยอะด้วย ให้ราคาประกัน ถ้าขายให้โรงงานซีเฟรซฯ เขาซื้อ 65 ตัวต่อกก. เป็นต้น ส่วนสมาชิกแปรรูปก็มาถามผมว่าเกษตรกรเขาเลี้ยงกุ้งไซซ์อะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อกุ้งกับใครแล้วเขาเลี้ยงไซซ์อะไร ซื้อจากใครก็ได้ที่เขาให้ราคาถูกที่สุด ตรงนี้ตอบคำถามได้หลายอย่างพันธมิตรหรือคลัสเตอร์จะใช้ได้แน่ๆ "

พันธมิตรทางการค้า (Cluster)
"ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด จังหวัดปัตตานีเขาเลี้ยงกุ้งให้เป็นแบรนด์มาตรฐานปัตตานี จัดระดับผลผลิตเป็น 1, 2, 3 ดาว ซึ่งเมื่อขายไปแล้วก็ต้องรู้ด้วยว่ากุ้งไปไหน เพราะถ้าเราผลิตกุ้งออกมาสุดยอดเลย ถ้าโรงงานหนึ่งบอกว่า ใช้กุ้งปัตตานีคุณก็ภูมิใจ แต่ถามว่าถ้ามี 20 โรงงานบอกว่าเอากุ้งจากปัตตานีมาทำก็เป็นไปไม่ได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 280 กว่าราย อย่างเก่งก็ส่งได้ 2 โรงงาน แล้วถ้ามีคนมาอ้างว่าเอากุ้งมาจากปัตตานีไหวเหรอ ดังนั้น คลัสเตอร์ (Cluster) คือ คุณต้องรู้ตั้งแต่ต้นจนปลายว่า ลูกกุ้งมาจากไหน ใครเอาไปเลี้ยง เลี้ยงแล้วขายให้ใคร แล้วเขาเอาไปทำอะไรขาย ขายให้ใครเราถึงจะรับรองกันได้ ว่าเป็นกุ้งของเราที่เราเลี้ยง โรงงานก็ต้องทำอย่างนั้นเช่นกัน ถ้าทำเป็นเครือข่ายอย่างนี้เช็คได้ เพราะหากผลิตภัณฑ์มีปัญหาสามารถบอกได้ว่ารายนี้เป็นคลัสเตอร์ของเราหรือไม่
คำถามที่กำลังจะถกกันขณะนี้ก็คือว่า กลุ่มพันธมิตรหรือคลัสเตอร์ใหญ่สุดใหญ่ขนาดไหนที่ยังพอคุมกันได้ เล็กสุดเล็กขนาดไหน ถึงจะพอมีน้ำหนักมาชกกับชาวบ้านเขา นี่คือเราต้องการหาคำตอบ โรงงานแปรรูปอย่างผมก็ต้องมีคำตอบให้ได้ว่า โรงงานเล็กที่สุดวันหนึ่งต้องการกุ้งกี่ตันถึงจะอยู่ได้ ทำกุ้งกี่วันถึงจะได้ 1 ตู้ แล้วผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นอย่างไร ทำตลาดได้หรือเปล่านี่สมาคมฯ ต้องตอบให้ได้ว่าสุดท้ายคลัสเตอร์ต้องใหญ่หรือเล็กแค่ไหน สรุปแล้วกุ้งถ้าเลี้ยงรอดก็เลี้ยง ถ้าเลี้ยงไม่รอดต้นทุนสูง ไม่ว่ากุ้งขาวแวนนาไมหรือกุ้งกุลาดำ ขายไม่ได้ขายไม่ออกเพราะไม่ว่าจะดีอย่างไรมันก็ต้องมีราคาเข้ามาเป็นตัวพิจารณา ถ้าแพงเกินไปแม้ดีอย่างไรก็ขายไม่ได้ กุ้งถ้าทำได้ดีเท่ากัน ใครที่ราคาถูกกว่าก็ขายได้ แต่ถ้าทำได้ราคาเท่ากันรายที่ดีกว่าย่อมขายได้นี่เป็นธรรมชาติ"
แม้ลูกค้าเราจะฉลาดขึ้น และมีกฎกติกาทางด้านการตลาดซับซ้อนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่พัฒนาให้ดีที่สุดเพราะว่าพอที่สุดแล้วมันจะนิ่ง ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นวิธีคิดของคนที่ไม่ยอมให้โลกก้าวทันเรา
อ้อ! สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมนั้นมีข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข่าวว่า ความพยายามที่จะขออนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวเข้ามาอีกครั้งนั้น เบื้องต้นได้รับการปฏิเสธจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจาก เกรงว่ากุ้งตัวนี้จะมีลิขสิทธิ์อาจจะเกิดมีการเรียกร้องค่าสิทธิบัตรภายหลังได้และเกี่ยวเนื่องกับการที่มีบริษัทเอกชนปลอมใบ Movement Document เพราะฉะนั้นเขาจะยึดอำนาจคืนให้ทางกรมประมงเป็นผู้ออกเอกสารนี้แทนสมาคมหรือชมรมในปัจจุบัน

ข้อขอบคุณ วารคัมภีร์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช
www.thaishrimp.net