ข้อมูลจากกรมประมง www.nicaonline.com

กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม
(Pacific white shrimp)
(กมลศิริ พันธนียะ ผู้เรียบเรียง)



                                   Phylum      Arthropoda
                                        Class      Crustacea
                                             Subclass      Malacostraca
                                                  Superorder      Eucarid Ecarida
                                                       Order      Decapoda
                                                            Suborder      Natantia
                                                                 Section      Penaeidea
                                                                       Family      Penaeidae
                                                                           Genus      Penaeus  Litopenaeus
                                                                                Species      vannamei

ลักษณะทั่วไป
     ลักษณะทั่วไปของกุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม ลำตัวมี 8 ปล้องและมีสีขาว หน้าอกใหญ่การเคลื่อนไหวเร็ว ส่วนหัวมี 1 ปล้อง มีกรีอยู่ในระดับยาวประมาณ 0.8 เท่าของความยาวเปลือกหัวสันกรีสูง ปลายกรีแคบ ส่วนของกรีมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมมีสีแดงอมน้ำตาล กรีด้านบนมี 8 ฟัน กรีด้านล่างมี 2 ฟัน ร่องบนกรีมองเห็นได้ชัด เปลือกหัวสีขาวอมชมพูถึงแดง ขาเดินมีสีขาวเป็นลักษณะที่โดดเด่น หนวดแดง 2 เส้นยาว ตาแดงเข้ม ส่วนตัวมี 6 ปล้อง เปลือกตัวสีขาวอมชมพูถึงแดง เปลือกบาง ขาว่ายน้ำ 5 คู่ มีสีขาวข้างในที่ปลายมีสีแดง ส่วนหางมี 1 ปล้อง ปลายหางมีสีแดงเข้ม แพนหางมี 4 ใบและ 1 กรีหาง ขนาดตัวที่โตสมบูรณ์เต็มที่ของกุ้งสายพันธุ์นี้จะมีขนาดที่เล็กกว่ากุ้งกุลาดำ หากินทุกระดับความลึกของน้ำ ชอบว่ายล่องน้ำแก่ง ลอกคราบเร็วทุกๆสัปดาห์ ไม่หมกตัว
     กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม เป็นสายพันธุ์กุ้งทะเลที่มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก กัวเตมาลา นิคารากัว คอสตาริกา ปานามา โคลัมเบีย อิควาดอร์ เปรู กุ้งสายพันธุ์นี้เป็นสัตว์ที่มีความแข็งแรงและทนทานจึงมีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้กว้างไกล ในแถบแนวชายฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่เม็กซิโกถึงเปรู เนื่องจากภูมิภาคในแถบนี้ที่ระดับความลึกจากเส้นแนวชายฝั่งลงไปประมาณ 72 เมตรหรือ 235 ฟุต มีพื้นท้องทะเลเป็นเหมือนโคลนที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต และเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ประเทศอิควาดอร์เป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งลูกกุ้ง พ่อ-แม่พันธุ์

วงจรชีวิตและการสืบพันธุ์
     ในธรรมชาติของกุ้งสายพันธุ์จะมีอายุขัยประมาณเกือบ 36 เดือน โดยจะวางไข่ที่ระดับน้ำลึกประมาณ 30-60 มิลลิเมตรใกล้พื้นทรายปกติแล้วแม่กุ้งขนาด 60-120 กรัม จะวางไข่ประมาณ 150,000 ถึง 250,000 ฟอง ส่วนแม่กุ้งขนาด 30-45 กรัม จะวางไข่ประมาณไม่เกิน 100,000 ฟอง โดยจะวางไข่ในตอนกลางคืนบนพื้น แม่กุ้งจะว่ายน้ำอย่างรวดเร็วอยู่ประมาณ 45-60 วินาที แล้วจึงเริ่มออกไข่ขณะที่ลดความเร็วลงอย่างช้าๆ เนื่องจากลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมียของกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม นี้จะมีลักษณะเป็นแบบปิด (opened thelycum) แตกต่างจากลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมียของกุ้งกุลาดำและกุ้งแชบ๊วย ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบปิด (closed thelycum) ดังนั้นรูปแบบของการสืบพันธุ์และพฤติกรรมในการผสมพันธุ์จึงเป็นไปคนละลักษณะกับกุ้งกุลาดำและกุ้งแชบ๊วย
     ระบบสืบพันธุ์และการผสมพันธุ์ ในการผสมพันธุ์ ปกติแล้วกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไมจะผสมพันธุ์ในเวลากลางคืน หลังจากมีการลอกคราบของตัวเมียจะมีการเกี้ยวพาราสีและผสมพันธุ์กันที่ความลึก 10-15 เมตรถึง 30-50 เมตร ในธรรมชาติ แม่กุ้งที่มีไข่แก่พร้อมที่จะวางไข่นั้น จะสังเกตได้จากจะเห็นรังไข่ เป็นลำทึบมีสีเขียวเกือบดำอยู่บนแถบหลังของลำตัว ตั้งแต่บริเวณหลัง ไปจรดหางและตรงบริเวณด้านข้างของลำตัว ตรงปล้องที่ 1-2 จะเห็นรังไข่แผ่ออกไปเป็นหยักๆ โค้งลงมาทางด้านข้างของลำตัวทั้งสองข้าง โดยมีพฤติกรรมในการผสมพันธุ์แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่ง ตัวเมียจะว่ายน้ำขนานไปกับตัวผู้ ตัวเมียจะว่ายน้ำสูงกว่าประมาณ 30-40 เซนติเมตร แล้วว่ายน้ำวกกลับมาสลับกลับการหยุดพักที่พื้นเป็นระยะๆ มักจะมีตัวผู้ว่ายไล่ตามหลายตัว แต่จะมีเพียงตัวเดียวที่สามารถว่ายน้ำเข้ามาขนานซ้อนอยู่ด้านล่างของตัวเมียพอดีแล้วตัวเมียจะค่อยๆ ใช้ขาเดินโอบรัดที่ส่วนหัว (carapace) ของตัวผู้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ถ้าตัวผู้สามารถจัดตำแหน่งได้เหมาะสมถ้ายังจัดตำแหน่งไม่เหมาะสมหรือมีการหยุดพักนาน อาจใช้เวลานานมากกว่าหนึ่งชั่วโมง ระยะที่สองตัวผู้จะพลิกตัวค่อยๆ หงายขึ้นมาติดตัวเมีย พอทั้งคู่ประกบกันได้ตัวผู้จะแนบส่วนต่อของอกกับท้องเข้ากับส่วนนอกด้านล่างของตัวเมีย ซึ่งจะทำให้ตัวผู้ตัวอื่นๆ หมดโอกาสในการเข้าทำการผสมพันธุ์กับตัวเมียในจังหวะนี้ แต่ถ้าในระยะนี้ตัวผู้ยังเข้าทำได้ไม่สำเร็จ ตัวผู้จะกลับมาอยู่ในท่าคว่ำ แล้วจะพยายามว่ายน้ำขนานกับตัวเมียเพื่อสร้างโอกาสใหม่อีกครั้ง และระยะที่สามตัวผู้จะทำตัวเกือบตั้งฉากกับตัวเมีย หลังจากจังหวะที่ประกบตัวได้แล้ว ตัวผู้จะใช้ขาเดินคู่ที่ 5 เขี่ยอวัยวะสืบพันธุ์ (เพศผู้) petasma ซึ่งเห็นง่าย อยู่ด้านข้างเป็นคู่ มีลักษณะคล้ายตะขอ อยู่ที่ขาว่ายน้ำ คู่ที่ 1 ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปล่อยน้ำเชื้อแล้วจับ petasma ยัดเข้าไปที่ thelycum ของตัวเมียซึ่งลักษณะเป็นแผ่นรูปคล้ายผีเสื้อกางปีก มีรูเปิดอยู่ตรงกลางยาวลงไปเป็นร่องเหมือนรังกระดุมเสื้อเชิ้ต อยู่ตรงกลางระหว่างขาว่ายน้ำคู่ที่ 1 กับขาเดินคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีไว้สำหรับเก็บน้ำเชื้อของกุ้งตัวผู้ ภายหลังการเกาะติดแน่นมากเหมือนทากาวแล้ว ตัวผู้จะโค้งรอบตัวเมีย แล้วกระตุกหัวและหางเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องเพื่อบีบให้น้ำเชื้อออกมา ตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อเข้าไปแล้วปล่อยไข่เลยซึ่งในกุ้งขาวลิโทพีเนียสแวนนาไมนี้ไข่ของตัวเมียจะอยู่ข้างใน ส่วนของน้ำเชื้อที่เข้าไปจะอยู่ด้านนอก ซึ่งปากรูของ thelycum ต้องเปิดก่อนถึงจะเก็บน้ำเชื้อที่ได้รับมา ทำให้ปริมาณของเชื้อตัวผู้ที่เข้าปฏิสนธิกับไข่เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ จึงทำให้โอกาสในการได้ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเจริญต่อไปเป็นตัวอ่อนน้อยกว่ากรณีของกุ้งกุลาดำและกุ้งแชบ๊วย หลังจากนั้นจึงค่อยแยกตัวออกจากกันแล้วว่ายน้ำออกไปในเวลา 2-3 วินาที ซึ่งรวมเวลาทั้งสิ้นในการผสมพันธุ์ทั้งหมดประมาณ 1-3 ชั่วโมง แล้วแม่กุ้งทำการปล่อยไข่ขณะที่ลดความเร็วการว่ายน้ำลงอย่างช้าๆ ออกทางช่องเปิดบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 3 ประมาณ 45-60 วินาที การวางไข่นี้จะใช้เวลา 3-5 นาที ถ้ากุ้งวางไข่ จะสามารถสังเกตเห็นคราบไขมันลอยอยู่บริเวณใกล้เคียง (หรือติดกับขอบบ่อที่ทำการเพาะฟัก)

สภาพแวดล้อมในการเลี้ยง
     กุ้งขาวแปซิฟิกเป็นกุ้งที่เลี้ยงได้ทั้งระบบธรรมชาติ และระบบกึ่งหนาแน่น ลักษณะพิเศษของกุ้งสายพันธุ์นี้คือสามารถสร้างความคุ้นเคยหรือปรับลักษณะนิสัยภายใต้ระบบการเพาะเลี้ยงได้เช่น สามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ทั้งในน้ำที่มีระดับความเค็มที่5 -35 ส่วนในพันส่วน และระดับความเค็มต่ำ 0-5 ส่วน แต่ระดับความเค็มที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีคือ 10-22 ส่วนในพันส่วน ส่วนอุณหภูมิที่สามารถเจริญเติบได้ดีคือ 26-29 องศาเซลเซียส แต่สามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ที่อุณหภูมิ25-35 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำควรมีค่า 4-9 มิลลิกรัมต่อลิตร และสำหรับค่าความเป็นกรดและด่างควรอยู่ระหว่าง 7.2-8.6 ซึ่งสามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ทั้งในบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง หรือบริเวณพื้นที่ที่มีความเค็มต่ำ กุ้งชนิดนี้ชอบน้ำกระด้างที่มีความกระด้างรวม 120 มิลลิกรัมต่อลิตร มีค่าอัลคาไลน์ในช่วง 80-150 มิลลิกรัมต่อลิตร มีนิสัยที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะของน้ำในบ่อเพาะเลี้ยง ตื่นตกใจง่าย

การคัดเลือกลูกกุ้ง
     สำหรับการเพาะเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 10 ส่วนในพันส่วน ลักษณะของลูกกุ้งที่เหมาะสม ต้องเป็นลูกกุ้งที่ได้รับการปรับสภาพเพื่อเลี้ยงที่ระดับความเค็มที่ 10 ส่วนในพันส่วนจากโรงเพาะฟักที่เป็นบ่อปูน ลูกกุ้งที่มีขนาดระหว่าง พี15-พี16 จะมีลักษณะของพุ่มเหงือกพัฒนาครบสมบูรณ์ มีหนวดสีแดงทั่วทั้งเส้น สีแดงของหนวดต้องไม่แดงเป็นปล้องๆ ปลายกรีตรงไม่งอนขึ้น ตาโต ลำตัวอ้วนและสั้น หน้าอกใหญ่ การเคลื่อนไหวเร็ว และมีชีวิตรอดหลังจากที่ผ่านการทดสอบการลองน้ำจากบ่อทดสอบที่เตรียมไว้มากกว่า 80% ในเวลา 48 ชม.
     ส่วนลักษณะของลูกกุ้งที่ไม่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงคือลูกกุ้งที่มีลำตัวยาว ผอม ปลายกรีงอนขึ้น ตาเล็ก หนวดมีสีแดงเป็นปล้อง พบว่าเมื่อลูกกุ้งลงบ่อดินได้ประมาณ 1 เดือน หากนำมาทดสอบกับน้ำที่มีความเค็มต่ำกว่า 5 ส่วนในพันส่วน ลูกกุ้งจะทยอยตาย

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง (บ่อดิน )
     วัดค่าระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินและปรับระดับให้อยู่ที่ค่าเท่ากับ 7 โดยใช้ปูนเผา (CaO) ที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) 25-30% ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ปกติประมาณ 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อครั้ง แล้วนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงประมาณ 10 ซม.ใช้คราดเหล็กคราดดินที่พื้นบ่อและหว่านปูนไปพร้อมๆกัน ให้ปูนที่ละลายน้ำซึมลงไปในร่องฟันของคราดที่ความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร คราดกลับไปกลับมาหลายๆเที่ยวเพื่อให้น้ำปูนได้ฆ่าเชื้อโรคที่พื้นบ่อ จากนั้นจึงหว่านตามขอบบ่อทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำน้ำเข้าบ่อจะต้องฆ่าเชื้อก่อนโดยนำเข้าจากบ่อพักน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีใดๆในบ่อเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ เนื่องจากกุ้งพันธุ์นี้เป็นกุ้งที่ได้มาจากธรรมชาติ เป็นกุ้งที่ไม่มีความต้านทานต่อสารเคมี

การเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง
     โดยการหว่านอาหารสำหรับสร้างสัตว์หน้าดินและจุลินทรีย์ จากนั้นนำน้ำเข้าให้ได้ระดับความลึกขอองน้ำที่ 1 เมตร เมื่อนำน้ำเข้าบ่อแล้ว ให้ใส่ปูนแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO ) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง ควรใส่เวลากลางวันและตีน้ำไปพร้อมๆกัน 4-5 วัน ก่อนปล่อยลูกกุ้ง คุณภาพของน้ำที่เปลี่ยนได้ควรมีค่าต่างๆดังนี้ อุณหภูมิ 28-32 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 5-8 มิลิกรัมต่อลิตร ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง7.8-8.8 ค่าความเค็ม 10-12 ส่วนในพันส่วน ค่าอัลคาไลน์ 100-180 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าความกระด้างรวม120 มิลลิกรัมต่อลิตร

อาหาร
     อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งชนิดนี้เป็นอาหารที่เกิดขึ้นในบ่อ จากการที่หว่านอาหารชีวภาพสำหรับสัตว์หน้าดินต่างๆ อาหารอัดเม็ด อาหารเสริมแร่ธาตุในรูปคีเลต อาหารธรรมชาติเช่น สาหร่าย แครอท ฟักทอง กล้วย มะเขือเทศ เพื่อเพิ่มเอนไซม์ และปริมาณสารแอสตาแซนทิน ( astaxantine )

การให้อาหาร
     ในช่วงวันที่ 1 ถึง 40 ให้อาหารที่มีโปรตีนสูง 40% สามารถใช้อาหารของกุ้งกุลาดำได้ อาจจะใช้อาหารที่มีโปรตีนต่ำ 30% แต่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบก็ได้ ในช่วงวันที่ 41 จนถึงวันที่จับขาย ให้อาหารที่มีโปรตีนต่ำลงมาประมาณ 30-35 % สามารถใช้อาหารขอองกุ้งก้ามกรามได้ จำนวนมื้อควรจำกัดอยู่ที่ 3 มื้อ คืออาจจะเป็นเวลา 08.00 น. 16.00น. 22.00น. ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวก มื้อเที่ยงควรงด และควรใช้ตารางอาหารเป็นหลักประกอบกับการเช็คยอ เมื่อต้องการตรวจสภาพการให้อาหาร สามารถวัดได้จากค่าแอมโมเนีย ควรวัดค่านี้อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หากค่าแอมโมเนียเพิ่มแสดงว่าอาจมีอาหารเหลือเนื่องจากให้อาหารมากเกินไป ดังนั้นให้ลดปริมาณอาหารในอาทิตย์ต่อไปลงมื้อละ 0.5-1 กิโลกรัม และหากค่าแอมโมเนียลดลง ให้รักษาระดับการให้อาหารในปริมาณไว้ก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับการให้อาหารเพิ่มขึ้น ใช้สวิงช้อนดูที่พื้นบ่อ แบบเดียวกับการตรวจสอบอาหารกุ้งก้ามกรามและตัดสินใจปรับลดหรือเพิ่มตามความเหมาะสม

การเติมน้ำหรือถ่ายน้ำ
     ในระหว่างการเลี้ยงควรมีการเติมน้ำหรือถ่ายน้ำทุกๆ 10 วันโดยระดับน้ำจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ที่ระดับ 1.50 เมตรเมื่อกุ้งอายุได้ 60วัน ทุกครั้งที่เติมน้ำหรือถ่ายน้ำให้เติมปูนแมกนีเซียมออกไซด์ ( MgO) ทุกครั้งในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ควรหว่านในเวลากลางคืน จากบริเวณกลางบ่อจนรอบ จะสังเกตเห็นว่ากุ้งกินอาหารดีขึ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำและเพิ่มปูนแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) เมื่อครบกำหนด 30 วัน ควรทำการสุ่มตัวอย่างกุ้งด้วยแหไนล่อน ขนาดตาถี่ 2 ซม.เพื่อตรวจสอบน้ำหนักของกุ้ง และเปรียบเทียบกับตารางอาหาร หากพบว่าแตกไซส์มาก แสดงว่าอาหารที่ให้ไม่เพียงพอต้องเพิ่มอาหารโดยทันที

ขั้นตอนการพัฒนาของตัวอ่อน
     ตัวอ่อนของกุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงการลอกคราบ โดยไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะมีลักษณะกลม มีเมือกห่อหุ้ม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.22 มิลลิเมตร ไข่จะจมลงสู่พื้น เพราะหนักกว่าน้ำทะเลเล็กน้อย ปกติไข่กุ้งจะฟักเป็นตัวในบริเวณที่วางไข่ จากนั้นลูกกุ้งวัยอ่อนจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่บริเวณชายฝั่งในย่านน้ำกร่อย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ ลูกกุ้งจะเลี้ยงตัวเองอยู่บริเวณนี้จนโตถึงขั้นพ่อแม่พันธุ์จึงค่อยอพยพสู่ทะเลลึก เพื่อทำการสืบพันธุ์วางไข่ต่อไป
     การพัฒนาตัวอ่อนระยะของกุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม เมื่อไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วภายใน 12-14 ชม.ก็จะฟักเป็นตัวอ่อน ในระยะนอเพียส ( nauplius ) ลูกกุ้งที่ฟักออกมาเป็นตัวนี้จะมีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจนกระทั่งเหมือนตัวเต็มวัย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆได้ดังต่อไปนี้
-   ตัวอ่อนระยะที่ 1 นอเพียส ( nauplius ) รูปร่างคล้ายแมงมุม ยังไม่ต้องการอาหาร เนื่องจากมีถุงอาหาร ( yolk sac) ติดอยู่กับลำตัว ตัวอ่อนระยะนี้จะผ่านการลอกคราบ 5-6 ครั้งภายในเวลา 36-48 ชั่วโมง ก่อนจะเข้าสู่ระะยะที่ 2
-   ตัวอ่อนระยะที่ 2 โปรโตซูเอีย ( protozoea ) ตัวอ่อนระยะนี้จะมีลำตัวยาวขึ้น ส่วนหัวและลำตัวแยกจากกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง 3 ขั้นตอน ใช้ระยะเวลาประมาณ 4-7 วัน
-   ตัวอ่อนระยะที่ 3 ไมซีส ( mysis) ระยะลูกกุ้งจะมีลักษณะคล้ายลูกกุ้งวัยรุ่น แต่การว่ายน้ำยังว่ายน้ำแบบหัวทิ่มลงและดีดขึ้นลง พัฒนาการของลูกกุ้งระยะนี้มี 3 ขั้นตอน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 5-7 วัน
-   วัยอ่อนระยะที่ 4 โพสลาวา ( post larva ) ลูกกุ้งระยะนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับลูกกุ้งวัยรุ่นมากขึ้น มีอวัยวะต่างๆเกือบครบทุกส่วน และพัฒนาการไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ระยะกุ้งวัยรุ่น (ในการเพาะเลี้ยงในบ่อดิน หากอนุบาลลูกกุ้งให้โตไปจนถึงช่วงโพสต์ลาวา PL-15 เป็นต้นไป ก็สามารถที่จะใช้เป็นพันธุ์สำหรับปล่อยเลี้ยงได้ ที่ประเทศเม็กซิโกมีการอนุบาลไปจนถึงขนาด PL-45) ลูกกุ้งในระยะโพสต์ลาวานี้จะมีขาเดิน 3 คู่ คู่แรกมองเห็นเป็นก้ามชัดเจน หางแคบเข้าเป็นระยะที่มีระยางค์ครบ มีขากรรไกร (mandible) ที่ชัดเจน ขาว่ายน้ำเจริญให้เห็นชัดเจนขึ้นกรีสั้นกว่าดวงตา ระยะระหว่างตากางออกมองเห็นได้ชัดเจน ลักษณะลำตัวสั้นป้อมจะมีลักษณะใสมีเส้นสีน้ำตาลพาดยาวจากบริเวณหนวดถึงหางโดยปล้องท้องปล้องที่ 6 จะยาวกว่าปล้องหัวเล็กน้อย กุ้งวัยรุ่น (juvenille) ลูกกุ้งจะมีขนาดตัวโตขึ้นโดยมีการเจริญของเหงือกที่สมบูรณ์ กุ้งในระยะนี้จะมีการพัฒนาของกรีอย่างเต็มที่ มองเห็นกรีด้านบนมี 8-9 ฟัน ค่ากลางที่พบประมาณ 8 ฟัน และกรีด้านล่างมี 1-2 ฟัน ค่ากลางที่พบประมาณ 2 ฟัน ความยาวกรีจะสั้นกว่า exopodite ของหนวด ปลายกรีเรียวตรง การเคลื่อนไหวจะคล้ายกับกุ้งที่โตเต็มที่แล้ว คือ ใช้ขาเดินและขาว่ายน้ำ
-   ลูกกุ้งชำ (adolescent) ระยะนี้ลูกกุ้งจะมีอวัยวะครบสมบูรณ์เช่นเดียวกับพ่อแม่ทุกอย่าง สามารถแยกเพศได้เนื่องจากการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของอวัยวะสืบพันธุ์ในตัวผู้จะมี petasma สมบูรณ์ ในตัวเมียจะมี thelycum สมบูรณ์ ลูกกุ้งวัยเจริญพันธุ์ (subadult) ลูกกุ้งในระยะนี้จะมีความสมบูรณ์ทางเพศ โดยตัวผู้จะมีการผลิตน้ำเชื้อและเก็บเอาไว้ในถุงเก็บน้ำเชื้อ (terminal ampules) และถ้ามีการผสมพันธุ์ตัวเมียสามารถเก็บน้ำเชื้อใน thelycum การผสมพันธุ์ครั้งแรกมักจะเริ่มเมื่อตัวผู้มีความยาวของปล้องหัวตั้งแต่ประมาณ 30 มิลลิเมตร และตัวเมียมีความยาวปล้องหัวประมาณ 40 มิลลิเมตร ขึ้นไป ถ้าอยู่ในธรรมชาติกุ้งจะผสมพันธุ์ในบริเวณชายฝั่งในย่านน้ำกร่อยก่อนในครั้งแรก แล้วจึงอพยพไปสู่บริเวณทะเลน้ำลึกต่อไป กุ้งโตเต็มวัย (adult) กุ้งระยะนี้จะมีการสืบพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ ผสมพันธุ์กันที่ความลึก 10-15 เมตร ในธรรมชาติโดยมีการผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง จะมีการลอกคราบทุก 7-10 วัน ในตัวเมีย และตัวผู้จะลอกคราบทุก 14-21 วัน ตัวเมียสามารถจะวางไข่ได้ทั้งในน้ำตื้นและน้ำลึก

ความแตกต่างในลูกกุ้งระยะโพสลาวา ที่ 10 ขึ้นไป
ลักษณะ                           กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม                 กุ้งแชบ๊วยขาว
ลักษณะลำตัว   
                                           สั้นป้อม                                              ยาวเพรียว
ระยะระหว่างตา                                    ห่าง , กางออก                                      ค่อนข้างชิดกัน
ฟันกรีด้านบน                                              7-8 ซี่                                                   8-10 ซี่
ฟันกรีด้านล่าง                                             2-3 ซี่                                                   2-3   ซี่
ความยาวกรีของกุ้งอายุ พี-5          กรีสั้นกว่าดวงตา                                    กรียาวเลยดวงตา

ความแตกต่างของกุ้งระยะวัยรุ่น
ลักษณะ                         กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม                   กุ้งแชบ๊วยขาว
สีของหนวด                         
สีแดงตลอดทั้งเส้น                                 เป็นปล้องขาวสลับแดง
ฟันกรีด้านบน                               7-8 ซี่                                                    8-10 ซี่
ฟันกรีด้านล่าง                              2-3 ซี่                                                    2-3   ซี่
ความยาวกรี                 กรีสั้นกว่า exopodite ของหนวด     กรียาวเลย exopodite ของหนวด
                                                         ปลายกรียาวตรง                                        กรีงอนเชิดขึ้น
สีของขาว่ายน้ำ                                     ขาวใส                                                 สีน้ำตาลแดง
ระดับความเค็มที่เหมาะสม          0-35 พีพีที                                             7-25 พีพีที

ข้อดีของกุ้งขาวลิโทพีเนียส ที่แตกต่างจากกุ้งกุลาดำ มีหลายประการ คือ
1. ทนต่อความเค็มได้ในช่วงกว้างตั้งแต่ 0.5 พีพีที ถึง 45 พีพีที โดยจะมีการเจริญเติบโตได้ดีในช่วง 10-30 พีพีที
2. เจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิกว้างคือ 24-32 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในช่วง 28-30 องศาเซลเซียส
3. ทนต่อสภาพออกซิเจนต่ำได้ดี พบว่าแม้ออกซิเจนต่ำถึง 0.8 พีพีเอ็ม เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็ยังไม่ตายแต่การเจริญเติบโตจะดี ถ้าออกซิเจนมีค่าตั้งแต่ 4 พีพีเอ็ม ขึ้นไป
4. พีเอชที่เหมาะสมคือ 7.0 - 8.5 ถ้าแม้ว่าพีเอชบางครั้งขึ้นสูง 10 ก็ยังไม่ตาย
5. ใช้อาหารโปรตีนต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง นอกจากยังสามารถใช้อาหารธรรมชาติจากบ่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราแลกเนื้อต่ำ โดยทั่วไปถ้าให้อาหารถูกต้องจะต่ำกว่า 1.5
6. ให้เปอร์เซ็นต์เนื้อสูงถึง 66 - 68% ( กุ้งกุลาดำให้เพียง 62% )
7. ตลาดมีความต้องการสูง และมีตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอียู และอเมริกา

โรคและการเกิดโรค
โรคที่สำคัญ โรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญของกุ้งขาว P. vannamei ได้แก่
1. โรคไวรัสทอร่า (Taura Syndrome virus)
2. โรคแคระแกร็น (RDS - Runt Defomity Syndrom ) เกิดจากเชื้อ Infectious hypodermal and hematopoietic virus (IHHNV)
3. โรคไวรัสจุดขาว (WSSV)
4. โรคไวรัสหัวเหลือง (Yellow-head Virus Disease)
5. โรคไวรัส Baculovirus penaei (BP)
6. โรค Reo-like virus (REO)
     รายละเอียดที่จะกล่าวถึงได้แก่ โรคไวรัสทอร่า (Taura Syndrome virus) และโรคแคระแกร็น (RDS - Runt Defomity Syndrom ) ก่อน ส่วนโรคไวรัสจุดขาว (WSSV), โรคไวรัสหัวเหลือง (Yellow-head Virus Disease) นั้นทำความเสียหายรุนแรงแก่กุ้งขาวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่โรคประจำถิ่นของกุ้งตัวนี้ และโรคทั้งสองตัวนี้เราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวถึงในครั้งนี้ ส่วนโรคไวรัส Baculovirus penaei (BP)และโรค Reo-like virus (REO) นั้นไม่ค่อยสร้างความเสียหายและพบได้ไม่บ่อย จึงยังไม่กล่าวถึง

ทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome)
     ไวรัสทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome Virus) สามารถก่อให้เกิดโรคในกุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม มักมีอัตราการตายสูงถึง 75-80 % เมื่อติดเชื้อไวรัสนี้ทำความเสียหาย ทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดต่อผลผลิตกุ้งชนิดนี้ โรคทอร่า ซินโดรม เคยสร้างความเสียหายให้กุ้งขาวในทวีปอเมริกาใต้กว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐมาแล้ว
สาเหตุ
     สาเหตุของโรคทอร่า ซินโดรม นั้นเกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ ไวรัสทอร่า (Taura Virus), ไวรัสทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome Virus), โรคหางแดง (Little Red Tail) หรือ โรค La Colita Roja ซึ่งโรคนี้วินิจฉัยพบครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 จากฟาร์มเลี้ยงกุ้งจำนวนหนึ่งใกล้กับแม่น้ำทอร่า (Taura River) ในเอกวาดอร์ โรคนี้ทำให้กุ้งพันธุ์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและใต้ที่ชื่อ กุ้งขาวแปซิฟิค หรือ Pacific White Shrimp (Penaeus vannamei ) ติดเชื้อ ป่วยและตายได้
     ไวรัสทอร่ามีขนาด 31-34 นาโนเมตร เป็น RNA virus ที่มีสาย RNA สายเดียว จัดเป็นพวก พิโคนาไวรัส (picornavirus) ซึ่งจะเข้าไปอาศัยอยู่ในไซโตพลาสซึม ของเซลบุผนังของกุ้งที่ติดเชื้อ
ลักษณะอาการ
     อาการของโรคทอร่า ซินโดรม มี 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน (peracute) และระยะเรื้อรัง (chronic or recovery) ระยะเฉียบพลัน (peracute) มักจะเกิดในกุ้งวัยอ่อน ในระยะ 2 สัปดาห์ที่นำลงบ่ออนุบาล โรคนี้จะเข้าทำลายเนื้อเยื่อบริเวณใต้เปลือก ทำให้เปลือกอ่อนนิ่ม กุ้งมักจะตายช่วงลอกคราบ ลักษณะอีกอย่างที่แสดงที่กุ้งติดเชื้อคือ ปื้นสีแดงซีดที่เกิดจากการอักเสบของเซลสีแดงในชั้นผิวหนังและที่แพนหาง กุ้งซึ่งรอดตายและสามารถลอกคราบได้จะมีอาการดีขึ้นหรืออาจเข้าสู่การติดเชื้อแบบเรื้อรัง ซึ่งมักแสดงรอยโรคหลายๆ แห่งที่เปลือก
     โดยทั่วไป ทอร่า ซินโดรม ติดกุ้งขาว กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไมวัยอ่อน ช่วงน้ำหนัก 0.1-0.5 กรัม หรือช่วง 2-4 สัปดาห์หลังปล่อยลงบ่อดิน ไวรัสทอร่า เป็นโรค ที่แสดงอาการผิดปกติของเปลือกกุ้ง (cuticle epidermis) ในกรณีที่ติดเชื้อไม่เฉียบพลัน (chronic) ไวรัสทอร่า ก่อให้เกิดจุดดำกระจายทั่วไปตามเปลือก
     ระหว่างการระบาด จะพบกุ้งตายหรือป่วยใกล้ตายในแหที่ใช้ทอดสุ่มน้ำหนักกุ้ง หรือก้นบ่อ หรือท่อน้ำทิ้ง ส่วนกุ้งที่ติดเชื้อระยะเฉียบพลันจะอ่อนแอ ว่ายน้ำสะเปะสะปะ เปลือกอ่อนนิ่ม และทำให้เซลเม็ดสี (chromatophore) กระจายไปทั่ว ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสีของกุ้งเพียงเล็กน้อย กุ้งที่เป็นโรคนี้มักจะไม่มีอาหารในลำไส้ พบอัตราการตายของกุ้งอยู่ระหว่าง 5-95%
การป้องกันและรักษา
     การป้องกันแก้ไขโรคนี้ยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง แต่ทางหนึ่งที่เกษตรกรอเมริกาเลือกทำก็คือเปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้ง P. stylirostris ที่ทนทานต่อโรคมากกว่าและ สามารถพยุงไปจนจับขายได้ ไม่เสียหายหมดทั้งครอป หรืออีกทางหนึ่งก็คือเลี้ยงกุ้งปลอดเชื้อ (Specific Pathogen-Free)
โดยเริ่มจากแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อผลิตออกมาเป็นกุ้งพีและลงเลี้ยงบ่อดิน ก็จะปลอดเชื้อเช่นกัน ซึงทำได้ไม่ยากเพราะแม่พันธุ์กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม สามารถเพาะได้ในบ่อดิน โดยใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยงจะสามารถควบคุมให้ปลอดเชื้อได้ดีกว่าแม่พันธุ์ที่จับมาจากทะเล ประเทศแม็กซิโกเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในขณะนี้ ที่แยกเกรดกุ้งออกจากกันโดยใช้เม็ดสี (Melanosis) โดยกุ้งเกรดดีจะปราศจากเม็ดสีที่ว่านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งของกุ้งที่มีเม็ดสีอาจ เป็นกุ้งที่รอดจากการป่วยด้วยเชื้อไวรัสทอร่าก็ได้ ดังนั้นโรคนี้อาจไม่ทำให้กุ้งตายเพียงอย่างเดียว มันยังทำให้กุ้งราคาตกอีกด้วย

โรคแคระเเกร็น (Runt Deformity Syndrome)
     โรคแคระแกร็น Runt Deformity Syndrome (RDS) โรคสำคัญอีกตัวหนึ่งในกุ้งขาวลิโทพีเนียส  แวนนาไม
สาเหตุ
     โรคแคระแกรน Runt Deformity Syndrome (RDS) เกิดจากเชื้อไวรัส Infectious Hypodermal and Hematopoietic Necrosis Virus (IHHNV) ไวรัส IHHNV มีขนาด 22 นาโนเมตร เป็น DNA virus ที่มีสาย DNA สายเดียว จัดเป็นพวก พาโวไวรัส (parvovirus)
     ในกุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม ที่ติดเชื้อ IHHNV จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการ Runt Deformity Syndrome (RDS) ที่มีอาการป่วยที่กระทบต่อผลผลิตของฟาร์มเท่านั้น อาจเรียกว่า เป็นโรคทางเศรษฐกิจก็ว่าได้ โดยโรคนี้จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก อัตราการเจริญเติบโตลดลง โดยกุ้งแข็งแรงจะมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถจับมาคัดขนาดและขายในตลาดได้ง่าย ในขณะที่กุ้งติดเชื้อที่อ่อนแอจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แตกไซส์ ผิดขนาดและคัดแยกไซส์ลำบาก ขายไม่ได้ราคา
     RDS เป็นปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างกุ้งและไวรัสที่ซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผลกระทบของเชื้อไวรัสนี้จะรุนแรงเมื่อกุ้งอายุน้อยๆ เช่น ในกุ้งแรกเกิดหรือในบ่ออนุบาล
การระบาด
     นอกจากการกระจายตามปกติในบ่อกุ้ง ทั้งการกินกันเองและการติดเชื้อในน้ำแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือ ผ่านทางมูลนก นั่นเอง ซึ่งการกระจายเชื้อระหว่างฟาร์มหนึ่งไปอีกฟาร์มหนึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งเชื้อ IHHNV และเชื้อทอร่า
โรคนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย (Indo-Pacific origin) แต่ปัจจุบันพบแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว โดยทำความเสียหาย ให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของเม็กซิโก อย่างมหาศาล ประเทศที่พบแล้วคือ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์ เปรู อเมริกากลาง อเมริกา บราซิล อิสราเอล
ลักษณะอาการ
     โรคนี้ทำให้อัตราแลกเนื้อของกุ้งเสียไป แม้จะใช้อาหารที่ดีเหมือนกับกุ้งบ่ออื่นๆ กุ้งที่ติดเชื้อ IHHNV ก็ยังโตไม่เท่ากุ้งปกติ อัตราแลกเนื้อจะสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน น้ำหนักลด เสียค่าใช้จ่ายในการคัดขนาดมาก ซึ่งหากเกษตรกรไม่ดูแลให้ดีแล้วก็ยากที่จะเหลือกำไรจากการเลี้ยงครั้งนั้น
     อาการสำคัญคือ ลดการกินอาหาร ลดความอยากอาหาร กุ้งกินกันเอง เพิ่มอัตราการตาย ลอยหัว หมุนควงสว่าน อัตราการตาย 80-90 % ในกุ้งที่ติดโรคจะพบจุดขาวหรือเหลืองหม่น ที่เปลือก โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของแผ่นปิดช่องท้อง
การป้องกันและรักษา
     ในอดีตงานวิจัยทางโรคสัตว์น้ำชี้แนะว่าต้องกำจัดเชื้อ IHHNV ออกจากบ่อที่เกิดโรคให้หมดจึงจะลงมือเลี้ยงรุ่นต่อไป อย่างไรก็ดี วิธีนี้ได้ผลน้อยมาก โดยการใช้ปูนขาวเพิ่ม pH ให้สูงจนเชื้อไวรัสทนไม่ได้ และทำให้ปลอดเชื้อลง แต่ปูนขาวกลับสร้างปัญหาอื่นตามมาและได้ผลไม่แน่นอนอีกด้วย งานวิจัยใหม่ๆ
     จึงแนะนำให้ตากบ่อเพื่อให้ความร้อนจากแสงแดดเป็นตัวฆ่าเชื้อแทน ซึ่งก็ได้ผลดีกว่าการเพิ่ม pH โดยปูนขาว
การป้องกันแก้ไขโรคนี้ยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง อาจเลือกทางหนึ่งก็คือเพาะกุ้งจากแม่กุ้งที่ปลอดเชื้อ (Specific Pathogen-Free) โดยเริ่มจากแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อผลิตออกมา เป็นกุ้งพีและลงเลี้ยงบ่อดิน ก็จะปลอดเชื้อเช่นกัน ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะแม่พันธุ์กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม สามารถเพาะได้ในบ่อดินโดยใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยง จะสามารถควบคุมให้ปลอดเชื้อได้ดีกว่าแม่พันธุ์ที่จับมาจากทะเล

เอกสารอ้างอิง
ชลอ  ลิ้มสุวรรณ. 2545. คิดอย่างด็อกเตอร์ชลอ : คนเลี้ยงกุ้งขาวระวังโดนหลอกอีก. สัตว์น้ำเศรษฐกิจ  ปีที่ 1 ฉบับที่ 4. หน้า 35-35.
ชลอ  ลิ้มสุวรรณ. 2545. คิดอย่างด็อกเตอร์ชลอ : เลี้ยงกุ้งขาวต้องระวังโรคดวงขาวด้วย. สัตว์น้ำเศรษฐกิจ  ปีที่ 1 ฉบับที่ 6. หน้า 31-34.
ธวัชชัย  สันติกุล. 2545. มารู้จักกุ้งขาว Penaeus  vannamai. มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน  ปีที่ 14  ฉบับที่ 278. หน้า 102-103.
ธวัชชัย  สันติกุล. 2546. ตรวจสอบความพร้อมก่อนเลี้ยงกุ้งขาว"แวนนาใม". มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน  ปีที่ 15  ฉบับที่ 304. หน้า 100-101.
ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์. 2545. ศาสตร์ของกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม (ตอนที่ 1). วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 158. หน้า87-90.
ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์. 2545. ศาสตร์ของกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม (ตอนที่ 2). วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 159. หน้า113-116.
ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์. 2545. ศาสตร์ของกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม (ตอนที่ 2). วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 160. หน้า121-124.
ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์. 2545. ศาสตร์ของกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม (ตอนที่ 3). วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 161. หน้า109-112.
พรเลิศ  จันทร์รัชชกูล. 2545. ไปดูการเลี้ยงกุ้งขาวแบบพัฒนาที่เปรู. ข่าวโรคสัตว์น้ำ ปีที่ 12  ฉบับที่ 1. หน้า 6-7.