ปลายทาง... ตลาดกุ้งไทย?
(ข้อมูล....คัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กันยายน2546)


ปี 2546 ราคากุ้งอ่อนตัวลงตั้งแต่ต้นปี และตกต่ำอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ เป็นช่วงที่กุ้งจากประเทศคู่แข่ง จีน เวียดนาม อินเดีย ผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาตลาดโลกตกต่ำส่งผลกับราคากุ้งไทยโดยรวม ซึ่งสมาคมกุ้งทะเลไทยคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จะมีผลผลิตประมาณ 180,000 ตัน ลดลงจาก 200,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10 ทีเดียว
คุณสุวัฒนชัย วิเศษเจริญ ผู้จัดการชมรมผู้ค้ากุ้งสมุทรสาคร กล่าวถึงสถานการณ์ราคากุ้งในขณะนี้ให้ฟังว่า "ราคากุ้งช่วงนี้ทรงๆ ตัว เพิ่งจะมาขยับช่วง 1-2 วันนี้เอง ส่วนใหญ่เป็นไซซ์กลาง 50-70 ตัว/กก. ขยับมาจากเมื่อวาน (วันที่ 06-08-46) ประมาณ 5-10 บาท ที่บางไซซ์ขยับขึ้นมาเพราะห้องเย็นจะมีการปิดตู้ (ออเดอร์เดิม) เพื่อส่งออก บางไซซ์ที่ยังขาดอยู่ก็เร่งซื้อกัน ราคาโดยภาพรวมก็ยังทรงๆ อยู่ เพราะปัญหายังเป็นปัญหาเดิม คือ มีกุ้งจากต่างประเทศ จีน เวียดนาม อินเดีย ผลิตออกมาสู่ตลาดเยอะ ประกอบกับเกษตรกรไทยเองที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำก็หันมาเลี้ยงกุ้งขาว (แวนนาไม) เพิ่มสูงขึ้นถึง 50-60% ทำให้กุ้งกุลาดำลดลงไป ส่วนปัญหาเรื่องการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศก็มีบ้างเป็นบางส่วน แต่ไม่ใช่เป็นปัญหาหลัก อีกทั้งกุ้งขาวก็ออกสู่ตลาดเยอะทำให้มาดึงราคากุ้งกุลาดำ ประกอบกับไทยเราเอากุ้งขาวเข้าไปเสริมในตลาดอีกก็ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ซึ่งปกติเมื่อก่อนทางเมืองไทยเราเองเอากุ้งกุลาดำไปตีตลาดกุ้งขาวแตกกระเจิงจนเราเป็นอันดับหนึ่งกุ้งกุลาดำ แต่ตอนนี้เรากลับมาเลี้ยงกุ้งขาวเพื่อไปตีตลาดกุ้งกุลาดำของเราเองอีก ในขณะที่กุ้งขาวจากต่างประเทศต้นทุนเขาถูกกว่าเราเยอะทั้งจากประเทศจีน, เอกวาดอร์ เขาเลี้ยงกุ้งขาวเป็นหลักอยู่แล้ว เรายังเอากุ้งขาวสายพันธุ์เดียวกันไปตีตลาดตรงนั้นก็ลำบาก แม้ขายได้แต่ก็ทำให้ราคาผันผวน"

สัดส่วนราคากุ้งขาวแวนนาไม/กุ้งกุลาดำ
"ตอนนี้มีกุ้งทั้ง 2 ชนิด เข้าตลาดอยู่ที่ปริมาณ 50:50 ต่อวัน ประมาณ 200 กว่าตู้ (รวมทั้งตลาดมหาชัยใหม่&เก่า) เมื่อเทียบกับปริมาณเมื่อก่อนก็ไม่มาก แต่ถ้าดูในปัจจุบันถือว่ามากแล้วถ้าเปรียบเทียบกับความต้องการของห้องเย็นที่ส่งออกก็เป็นปัญหาอยู่ แต่อีกไม่กี่เดือนตลาดก็จะกลับมาเหมือนเดิมก็จริงแต่ที่ขายได้ราคาสูงๆ เหมือนหลายปีก่อนคงลำบากเพราะการแข่งขันสูงขึ้น ประกอบกับต่างประเทศที่เขาเลี้ยงกุ้งปริมาณการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นทั้งกุ้งขาว/กุ้งกุลาดำ ประเทศอื่นก็มีไม่ใช่มีประเทศไทยประเทศเดียว มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาไม่ได้สูงมากๆ เท่าเดิม"

ภาวะราคาตลาด
คุณสุวัฒนชัย กล่าวว่า "เฉลี่ยไซซ์กุ้งขาวที่เข้าตลาด 70-80 ตัว/กก. ส่วนกุ้งกุลาดำเป็นไซซ์เล็ก 70-80 ตัว/กก. ในขณะที่เลี้ยงออกมาไซซ์เดียวกันกุ้งกุลาดำจะฝืดกว่า เนื่องจากในไซซ์เดียวกันกุ้งขาวต้นทุนถูกกว่าเพราะกุ้งกุลาดำจะไปเกี่ยวพันปัญหาเรื่องแรงงานด้วยเพราะกุ้งไซซ์เล็กๆ จะไปทำกุ้งแกะเนื้อปอกเปลือกนั้นขาดแคลนแรงงาน ทำให้แรงงานที่จะผลิตให้ได้ตามเป้าหมายในแต่ละวันไม่มีก็ต้องลดการผลิตลง กุ้งก็ต้องเหลือข้ามวัน ดังนั้นห้องเย็นที่จะซื้อไปแปรรูปหรือซื้อไปแกะเองก็ต้องซื้อในราคาที่ถูกลง เพราะกุ้งต้องไปเก็บอย่างน้อย 1-2 วัน นี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นผลพวงเข้ามา กุ้งขาวก็เป็นเหมือนกันราคาก็เริ่มลงมา
ในขณะที่กุ้งไซซ์เดียวกันแต่ขายง่ายยากต่างกัน เพราะกุ้งกุลาดำยังมีปัญหาเรื่องสารตกค้างอยู่เลยทำให้ขายได้ยากกว่า ส่วนกุ้งขาวเท่าที่ทราบมีการเลี้ยงโดยไม่ใช้ยา โตเร็ว เลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำกว่า เมื่อนำไปเปิดตลาดก็ขายได้ทำให้ขายดีกว่ากุ้งกุลาดำ แต่ถึงอย่างไรห้องเย็นก็ต้องการกุ้งทั้ง 2 ชนิดเพื่อไปเสนอขายสินค้าได้หลากหลาย อีกทั้งกุ้งกุลาดำเองก็แปรรูปได้หลากหลายมากกว่ากุ้งขาวด้วยแต่ไม่มีให้เขา ถ้าเขาจะเสนอขายหรือเวลาเขารับออเดอร์มาก็ไม่แน่ใจว่าเกษตรกรจะผลิตให้ได้เพียงพอหรือเปล่า ซึ่งไซซ์กุ้งกุลาดำที่ตลาดต้องการอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นไซซ์ 10-30 ตัว/กก. แต่ยังมีน้อยก็เป็นปัญหาที่ห้องเย็นต้องนำเข้ามาอยู่เพื่อเป็นทางเลือกหลากหลายให้ลูกค้า แต่ที่เขาพูดว่าราคาตกเพราะห้องเย็นนำกุ้งต่างประเทศเข้ามาเพราะมีราคาถูกกว่านั้น ในมุมมองของผมว่าไม่ใช่เพราะกุ้งเมืองไทยก็ถูกอยู่แล้วขณะนี้
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาตกนั้นเป็นเพราะกุ้งต่างประเทศออกมาพร้อมๆ กันมากกว่า ซึ่งก็ออกมาในช่วงนี้แทบทุกปี แต่บังเอิญต้นปี (2546) เกิดวิกฤตหลายอย่างก็เป็นปัญหาที่สะสมมาจากเรื่องสารตกค้างที่ทำให้ขายยากขึ้น ก็ต้องไปแข่งขันในด้านราคา นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาทั้งโรคซาร์สและสงครามทำให้เจอปัญหากุ้งต้นปีราคาถูก ในเมื่อต้นปีราคาลงช่วงกลางปีที่ราคาต้องลงอยู่แล้วก็ลดลงไปอีก จากการเปรียบเทียบราคาย้อนหลังไป 3 ปี ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน ราคากุ้งจะมีช่วงห่างอยู่ประมาณ 50 บาท ซึ่งก็เป็นอย่างนี้ทุกปี ยกตัวอย่างไซซ์ 60 ตัว/กก. ต้นปีราคา 200 บาท กลางปีเหลืออยู่ประมาณ 135-145 บาท/กก. ก็ลงมาอยู่ประมาณนี้ ปีก่อนๆ ก็เหมือนกัน ที่ผ่านมาแม้ว่าราคากุ้งช่วงกลางปีจะลดลงมาแต่ก็ยังสูงกว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมของเกษตรกรแต่ปีนี้ลงมาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่นต้นทุนผลิตอาจอยู่ที่ 170 บาท/กก. แต่ราคาลงมาที่ 140-150 บาท/กก. มองว่าขาดทุนมากเลยเกิดปัญหาขึ้น แต่หลังจากนี้อีก 1-2 เดือน ก็เข้าสู่ภาวะปกติราคาก็จะขยับขึ้นค่อนข้างแน่นอน เพราะจะมีออเดอร์ใหม่เข้ามาทุกคนก็ต้องซื้อของเพื่อไปผลิตให้ทันเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อขายช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่"

สุขอนามัยด้านอาหาร
ปัจจุบันตลาดโลกหันมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยด้านอาหารต่างๆ กันมากขึ้น ทางกรมประมงก็มีโครงการทางด้านสุขอนามัยของตลาดกลางเหมือนกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หลักการประเมินมาตรฐานสุขลักษณะการปฏิบัติงาน
ในการขนถ่ายและซื้อขายสัตว์น้ำ (กุ้ง) ณ ตลาดกลาง

1.สถานที่ประกอบการ
1.1 บริเวณโดยรอบสะอาดไม่มีการสะสมสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว และไม่มีกองขยะหรือสิ่งปฏิกูลอันอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หรือที่อาศัยของหนู แมลง สัตว์ และเชื้อโรคต่างๆ ได้ มีที่เก็บหรือกำจัดขยะ แยกเป็นสัดส่วนและถูกสุขลักษณะ มีระบบกำจัดน้ำเสียที่เหมาะสม
1.2 พื้นต้องสะอาดทำจากวัสดุที่แข็งแรงมีผิวเรียบ ไม่ลื่น ในระหว่างการปฏิบัติงานไม่ดูดซับน้ำล้าง และทำความสะอาดได้ง่าย มีความลาดเอียงไปทางท่อระบายน้ำอย่างไม่มีน้ำขัง
1.3 ทางระบายน้ำบริเวณปฏิบัติงานต้องสะอาด ระบายน้ำได้ดี ไม่ทำให้น้ำท่วมขังหรือเอ่อล้น
1.4 ผนังและเพดานทำด้วยวัสดุที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เรียบ ไม่ดูดซับน้ำ อยู่ในสภาพดีและสะอาด มีหลังคาที่สามารถกันแดดและฝนได้
1.5 มีแสงสว่างเพียงพอในบริเวณทำงาน และมีฝาครอปหลอดไฟทุกดวง เพื่อป้องกันการตก ปลอมปนของเศษแก้วในกรณีที่หลอดไฟแตก
1.6 มีระบบควบคุม ป้องกัน กำจัดหนู แมลง และสัตว์ต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในบริเวณปฏิบัติงาน ไม่มี สิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว หรือไม่เกี่ยวข้องอยู่ในบริเวณปฏิบัติงาน
1.7 ควรมีสถานที่สำหรับเจ้าหน้าที่ สำหรับการตรวจคุณภาพสัตว์น้ำ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป หากไม่มีสถานที่อย่างเป็นสัดส่วนจะต้องมีห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบสามารถปิดล็อคได้

2.วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ
2.1 วัสดุ อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในบริเวณผลิต (ทั้งที่สัมผัสกับวัตถุดิบโดยตรงหรือที่ไม่สัมผัสกับวัตถุดิบ) ต้องทำด้วยวัสดุที่มีผิวเรียบ ไม่มีรอยแตก ทำความสะอาดง่าย ไม่ดูดซับน้ำและไม่เป็นสนิม เครื่องมือทุกชนิดต้องออกแบบเหมาะสมกับการใช้งาน และสะดวกในการรักษาความสะอาด ล้างและฆ่าเชื้อ และรักษาให้อยู่ในสภาพดีเสมอ
2.2 อุปกรณ์ที่ล้างทำความสะอาดแล้ว ต้องมีที่เก็บที่เหมาะสมเป็นสัดส่วน และถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
2.3 มีโปรแกรมการทำความสะอาดและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มีขั้นตอนการล้างและการฆ่าเชื้อที่ถูกวิธีและเหมาะสม ควรมีการตรวจติดตามประสิทธิภาพการล้างทำความสะอาดดังกล่าวเป็นประจำ

3. น้ำใช้
3.1 น้ำที่สัมผัสกับวัตถุดิบต้องสะอาด ได้มาตรฐานน้ำบริโภค
3.2 หากใช้น้ำบาดาล ต้องมีระบบบำบัดน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานกำหนด ถังเก็บน้ำทำจากวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ปิดมิดชิดและไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน
3.3 ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางจุลินทรีย์และเคมี หากใช้คลอรีนในการบำบัดน้ำ ควรมีการสุ่มตรวจ วัดความเข้มของคลอรีนทุกวัน ตามความถี่ที่เหมาะสม

4.น้ำแข็ง
4.1 น้ำแข็งที่ใช้ในการผลิตซึ่งต้องสัมผัสกับวัตถุดิบโดยตรงนั้น จะต้องสะอาด ได้มาตรฐานน้ำบริโภค
4.2 สถานที่เก็บ รวมทั้งภาชนะและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กับน้ำแข็งต้องอยู่ในสภาพดี สะอาดถูกสุขลักษณะ การขนถ่ายและการนำมาใช้ต้องไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อน
4.3 ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำแข็งทางจุลินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ

5.อ่างล้างมือ
5.1 อ่างล้างมือของคนงานอยู่ในสภาพดี และสะอาด ก๊อกน้ำต้องเป็นชนิดที่ไม่ใช้มือหรือศอกสัมผัส
5.2 มีจำนวนเพียงพอกับคนงาน และมีสบู่เหลวสำหรับล้างมือ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ทำให้มือแห้ง เช่นกระดาษเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดมือชนิดใช้ครั้งเดียว
5.3 ควรมีอ่างน้ำฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มล้างมือ/ถุงมือ บริเวณที่สะดวกต่อการใช้งาน และควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ

6.ห้องสุขา
6.1 ต้องสะอาดแยกเป็นสัดส่วนห่างจากบริเวณปฏิบัติงาน อยู่ในสภาพดี รักษาความสะอาดอยู่เสมอ มีกระดาษชำระ และถังขยะมีฝาปิดมิดชิด
6.2 มีอ่างล้างมือก๊อกน้ำชนิดไม่ใช้มือหรือศอกสัมผัส มีสบู่เหลวหรืออุปกรณ์ที่ทำให้มือแห้ง เช่นกระดาษเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดมือชนิดที่ใช้ได้ครั้งเดียว
6.3 ห้องสุขาต้องออกแบบให้มีการระบายสิ่งปฏิกูลออกไปอย่างถูกสุขลักษณะ ระบบการบำบัดต้องแยกจากระบบบำบัดน้ำเสีย โดยแยกระบบท่อออกจากกันอย่างชัดเจน

7.สารเคมี
7.1 น้ำยาทำความสะอาดและสารเคมีที่เป็นพิษ ต้องเก็บแยกเป็นหมวดหมู่ มีฉลากแสดงชื่ออย่างชัดเจน สถานที่เก็บเป็นสัดส่วนและถูกสุขลักษณะ มีการควบคุมการใช้อย่างเหมาะสม การใช้สารเคมีที่เป็นพิษ จะต้องนำมาใช้โดยบุคลากรที่มีความรู้เท่านั้น

8.การทำความสะอาด
8.1 อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น แปรงขัดถู ไม้ปาดน้ำ ต้องทำด้วยวัสดุที่ไม่ดูดซับน้ำ อยู่ในสภาพดีและสะอาด ไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนไปยังอุปกรณ์อื่นๆ มีจำนวนเพียงพอต่อการใช้งานรวมทั้งมีที่เก็บเป็นสัดส่วนและถูกสุขลักษณะ
8.2 น้ำยาขัดล้าง และน้ำยาฆ่าเชื้อ ต้องมีคุณสมบัติ และมีประสิทธิภาพเหมาะสมต่อการใช้งาน และเป็นน้ำยาที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในสถานที่ผลิตอาหารได้

9.การกำจัดเศษและของเสียจากการขนถ่าย
9.1 มีการขนถ่ายเศษเหลือออกจากบริเวณทำงานอย่างสม่ำเสมอ ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม การขนถ่ายต้องถูกสุขลักษณะ
9.2 มีภาชนะเฉพาะสำหรับใส่เศษและของเสีย โดยภาชนะที่ใส่เศษและของเสีย ต้องแยกเป็นสัดส่วนออกจากบริเวณขนถ่าย สะอาดถูกสุขลักษณะ ไม่เกิดกลิ่นและเป็นแหล่งดึงดูดหรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรือแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู แมลงและสัตว์ต่างๆ
10.การดูแลรักษาสัตว์น้ำ (กุ้ง)
10.1 การขนถ่ายต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็วภาชนะในการขนถ่ายต้องสะอาด วิธีการปฏิบัติในการขนถ่ายต้องถูกสุขลักษณะและไม่ทำให้สัตว์น้ำเกิดความเสียหาย
10.2 รักษาอุณหภูมิกุ้งให้ต่ำอยู่เสมอ (ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส) โดยใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นหรือห้องเย็น หากใช้น้ำแข็งภาชนะที่ใช้บรรจุสัตว์น้ำต้องสามารถระบายน้ำได้
10.3 ต้องมีการควบคุมมิให้กุ้งที่เพาะเลี้ยงตามแนวทาง Code of Conduct ปะปนกับกุ้งที่ไม่ได้เพาะเลี้ยงตามแนวทาง Code of Conduct

11.บุคลากร
11.1 ต้องมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเช่น วัณโรค ไม่เป็นพาหะของโรคทางเดินอาหารที่จะมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังวัตถุดิบได้เช่น อหิวาห์ ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไม่มีแผลเปิด หรือแผลติดเชื้อบนมือหรือแขน ที่ทำให้มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนไปยังวัตถุดิบได้ หากบาดแผลได้รับการดูแลป้องกันไม่ให้ปนเปื้อนไปยังวัตถุดิบแล้ว จึงให้กลับเข้าทำงานได้
11.2 ควรได้รับการตรวจสุขภาพทั้งโรคติดต่อร้ายแรง และโรคทางเดินอาหารอย่างน้อยปีละครั้ง พร้อมเก็บบันทึกผลการตรวจ
11.3 มีการปฏิบัตที่ถูกสุขลักษณะและควรได้รับการอบรมในเรื่องสุขลักษณะที่ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
11.4 คนงานที่ปฏิบัติในส่วนที่ต้องสัมผัสกับวัตถุดิบ ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังทำงานทุกครั้ง รวมทั้งในระหว่างปฏิบัติงานตามความเหมาะสม และทุกครั้งหลังใช้ห้องสุขา ต้องไม่สูบบุหรี่ บ้วนหรือถ่มน้ำลาย รับประทานอาหารดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มใดๆ ในบริเวณทำงานหรือบริเวณเก็บสัตว์น้ำ
11.5 เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ใส่ทำงานต้องสะอาด ขณะทำงานต้องสวมหมวกที่เก็บผม มิดชิดไม่ใส่เครื่องประดับ สวมใส่เสื้อผ้ากันเปื้อนที่กันน้ำได้และรองเท้าบู้ท ถ้าใส่ถุงมือถุงมือต้องสะอาด ไม่ดูดซับน้ำหรือมีรอยขาดหรือรั่ว

12.การขนส่ง
12.1 ภาชนะ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง ต้องสะอาดทำจากวัสดุไม่ดูดซับน้ำ ปลอดสนิม ผิวเรียบและสามารถทำความสะอาดง่าย ออกแบบเหมาะสมกับการใช้งาน
12.2 พาหนะขนส่งต้องสะอาดและควรใช้พาหนะขนส่งที่สามารถควบคุมอุณหภูมิเก็บรักษาความเย็นได้ สามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งต่างๆ ได้ เช่นฝุ่นละออง เชื้อจุลินทรีย์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องขนส่งโดยรถบรรทุกที่ไม่มีหลังคา จะต้องเก็บรักษาวัตถุดิบในภาชนะฉนวนที่มีฝาปิด
12.3 ทำการขนส่งอย่างรวดเร็วไม่ล่าช้า และไม่ควรขนส่งสินค้ากุ้งรวมกับสินค้าอื่นๆ ที่สามารถเกิดการปนเปื้อนมายังสัตว์น้ำได้
12.4 ควบคุมและรักษาอุณหภูมิของกุ้ง (ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส) ตลอดการขนส่ง
12.5 ควรมีบันทึกผลการควบคุมอุณหภูมิและเวลาในการขนส่งคือ
12.5.1 การส่งกุ้งจากฟาร์มสู่โรงงานโดยตรง (ไม่ผ่านตลาดกลาง) และการขนส่งกุ้งจากฟาร์มสู่โรงงาน(โดยผ่านตลาดกลาง) ต้องมีการควบคุมระยะเวลาในการขนส่งจากฟาร์มจนถึงโรงงาน ไม่ควรเกิน 15 ชั่วโมง

13.บันทึกการซื้อขายสัตว์น้ำ (Movement Document)

13.1 ต้องมีการทำบันทึกการซื้อขายสัตว์น้ำ (Movement Document) เพื่อการสืบย้อนกลับที่สมบูรณ์
คุณสุวัฒนชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า "ทั้งระบบในวงจรกุ้งเริ่มหันมาสนใจตรงนี้แล้ว เมื่อตลาดก็เริ่มปรับปรุงและมีการแก้ไข ส่วนเกษตรกรมาส่งให้ตลาดก็ต้องรักษาเรื่องสุขอนามัยเหมือนกันควบคุมอุณหภูมิให้ดีอย่าให้เสื่อมสภาพ เพราะตลาดเราเองก็ไม่สามารถทำกุ้งเสื่อมสภาพให้ดีขึ้นได้ ถ้าท่านทำมาดีเรารักษาดี คนซื้อไปดีก็จะได้ราคา ถ้าเกษตรกรเลี้ยงมาดีแล้วแต่ถ้าท่านจับมาไม่ดีมีการปนเปื้อนถึงตลาดก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ต้องร่วมมือกันครับ"

เกษตรกรขายตรงกับฟาร์ม…ผลกระทบ?
คุณสุวัฒนชัย บอกว่า "ถ้าเกษตรกรขายตรงกับห้องเย็นได้เป็นเรื่องที่ดี แม้จะมีผลกระทบต่อตลาดบ้างก็ไม่มาก การทำ Contact Farming ห้องเย็นซื้อกับเกษตรกรโดยตรง ห้องเย็นเขาก็พูดแล้วเท่าที่ทราบเขาต้องมีออเดอร์จากต่างประเทศแน่นอน เขาต้องการวัตถุดิบเท่าไรคอนแทกซ์กับฟาร์ม ฟาร์มก็ต้องผลิตให้ได้มาตรฐานตามเขา ไซซ์ให้ได้ตามเขา ผมถามว่าทำได้ไหมถ้าทำได้ก็ขายตรงไปเลย ปัญหามันจะเกิดตรงที่ห้องเย็นเขาต้องการเฉพาะไซซ์ ถ้าเลี้ยงกุ้งทั้งบ่อได้ไซซ์เดียวเก่งส่งห้องเย็นได้ สมมติเขาต้องการกุ้งไซซ์ 60 ตัว อีก 3 เดือนข้างหน้า คุณทำกุ้งไซซ์ 60 ตัวได้ 20 ตัน ถ้าทำไม่ได้ไซซ์ 60 ตัวทุกตัว กุ้งไซซ์ที่เหลือก็ต้องมาเข้าตลาด ผมว่าวงจรตรงนี้ยังตัดกันไม่ขาด อย่างไรก็ต้องมีตลาดอยู่ เขาต้องมาซื้อกุ้งและห้องเย็นที่จะทำคอนแท๊กซ์กับฟาร์มได้ไม่ใช่ทุกห้องเย็นต้องเป็นห้องเย็นที่ต้องมีศักยภาพพอ ตรงนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเกษตรกรทำให้ตามออเดอร์ห้องเย็นได้ดี เรายินดีด้วยที่เกษตรกรสามารถขายตรงได้โดยที่ไม่ต้องมาเสียค่าหยง ค่าอะไรครับ"


คู่แข่งในตลาดโลก
"ที่น่ากลัวคือ ประเทศจีนกับเวียดนาม จีนเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งด้านกุ้งขาวเพราะเขาเลี้ยงกุ้งขาวได้ดีและต้นทุนต่ำ เท่าที่ทราบมารัฐบาลจีนเขาสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ส่วนเวียดนามเป็นคู่แข่งด้านกุ้งกุลาดำที่เติบโตเร็วมากเกือบจะเทียบเท่าเราแล้ว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้าเรายังไม่พัฒนาเราจะตามเขาไม่ทัน ปัจจัย 1.เขามีพื้นที่ 2.รัฐบาลเขาสนับสนุนให้ทุนในการเลี้ยง แต่ของเราใช้ทุนตัวเองอีกทั้งรัฐบาลเพิ่งหันมาสนใจ 1-2 ปีที่ผ่านมานี้เอง สำหรับประเทศบราซิลน่ากลัวมานานแล้วเรื่องกุ้งขาว ซึ่งกุ้งขาวไทยเปรียบเทียบกับบราซิลแล้วสู้เขาไม่ได้เพราะเขาชูนโยบายเลี้ยงกุ้งขาวปลอดสารตกค้างทั้งระบบมาตลอดและควบคุมได้ทั้งระบบมานานแล้
ว"

ราคากุ้งปลายปีนี้ต้องดีขึ้น
ราคากุ้งปลายปีนี้จะดีขึ้นได้เพราะมองว่ารายเล็กรายน้อยล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ใกล้ปลายปีก็จะเหลือที่อยู่รอดไม่เท่าไรเมื่อวัตถุดิบน้อย ความต้องการสูง ราคาต้องดีแน่นอน อย่างที่ทุกคนมองว่าปลายปีจะไม่มีกุ้งกุลาดำนั้นเชื่อว่ากุ้งกุลาดำยังมีอยู่ และคนที่มีอยู่น่าจะโชคดีเพราะมีคนต้องการซื้อเนื่องจากต้องปิดออเดอร์ปลายปีช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพราะฉะนั้นเดือนกันยายน-ตุลาคม เขาก็ต้องรีบซื้อเข้าไป

คุณสุวัฒนชัย กล่าวว่า "กลุ่มคนที่เหลือรอดมีกุ้งกุลาดำปลายปีหรือรอดมาอาจไม่โตก็มี และยังมีคนอีก 5% ที่เลี้ยงเก่งได้กุ้งไซซ์ใหญ่ก็มี โดยรวมคือรอดแต่อาจไม่โตมาก ที่บอกว่ารายเล็กรายน้อยล้มหายตายจากไปแต่ก็มีรายใหม่เกิดขึ้นมาด้วย จากที่พบปะพูดคุยกันคนที่อยากเข้ามาลองเลี้ยงมีทุกปี ส่วนปริมาณกุ้งที่จะเข้าปลายปีเฉลี่ยประมาณ 200 ตู้ต่อวัน แต่ของปริมาณในตู้อาจจะลดลง ถ้าเปรียบเทียบต้นปีกับปลายปีของกุ้งที่จะเข้ามาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 60-70% ทีเดียว
แต่ทั้งนี้ก็มองว่าการเลี้ยงของเกษตรกรเปรียบเทียบ 5 ปี มีการพัฒนาวิธีการเลี้ยงขึ้นมามากแต่สาเหตุที่ลดต้นทุนในการเลี้ยงไม่ได้เพราะ ต้นทุนหลักๆ ราคาขึ้นแล้วไม่ลง เช่น อาหารกุ้ง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ในส่วนของต้นทุนการผลิตจะมีต้นทุนที่ขยับขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตามภาวะตลาดของสินค้านั้นๆ แต่วิธีการจัดการของเกษตรกรเขาพัฒนาขึ้นอยู่แล้ว เรื่องยาปฏิชีวนะเมื่อก่อนต้องใช้กันมากแต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้เลย ต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นเพราะปัจจัยที่กล่าวมาแล้วมากกว่า"