สรุปข้อมูลวิชาการกุ้งน้ำจืดครั้งที่5
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล

สรุปข้อมูลเด่นจากงาน วันกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ครั้งที่5
ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
เปิดงานโดย พณฯประมวล รุจนเสรี



งานบรรยาย โดยสรุปในห้อง สัมมนาวิชาการ
วันที่ 6 กันยายน 2546

หัวข้อ
นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยภาคราชการ โดย ผู้อำนวยการ สืบพงษ์ ฉัตรมาลัย
***มีการกำหนดนโยบาย พัฒนาการประมงแห่งชาติ
มีการดำเนินการเรื่อง การจัดทำการขึ้นทะเบียน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และฟาร์ม
พัฒนาขบวนการผลิตโดยจัด GAP และ COC สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง
พัฒนาขบวนการผลิต โดยจัดทำมาตรฐาน GMP และ HACCPสำหรับผู้ประกอบการ
รีบจัดตั้ง สถาบันกุ้งแห่งชาติ
-กำหนด 1 พฤศจิกายน 2546 ห้องเย็นต้องซื้อกุ้งจากเกษตรกรและฟาร์มที่ขึ้นทะเบียน
ดังนั้นเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนรับก่อนสิ้น 30 ตุลาคม 2546
*กำหนด 1 มกราคม2548 โรงงานหรือห้องเย็นต้องซื้อกุ้งจากฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และต้องได้ จีเอพี หรือ ซีโอซี

นวทางพัฒนาอุตสาหกรรมไทยภาค เอกชน บรรยายโดย น.สพ. สุจินต์ (ตัวแทนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์)
ชนิดกุ้งที่น่าสนใจในการทำเป็นธุรกิจ กุ้งน้ำจืด คือ ก้ามกราม
กุ้งทะเล ได้แก่ กุลาดำ (P. monodon) ตอนนี้ถือว่าเรา แผ่ว เพราะเราพยายามปรับปรุงพันธุ์ แต่ยังไม่ได้ หรือ ได้แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอายุในการเจริญพันธุ์ ค่อนข้างกินเวลา นาน ประมาณ ปีครึ่ง อีกทั้งยังเป็นกุ้งน้ำลึก
กุ้งขาว แวนาไม (P.vannamei) สัดส่วนต้นปี 10% แต่ตอนนี้ 45%แล้วสำหรับเมืองไทย เหตุผลเพราะ ถ้าสายพันธุ์ดี ปลอดโรค ผลผลิตจะกำหนดได้ทันที ว่าปล่อยเมื่อไหร่ แล้วจะจับได้เท่าไหร่
กุ้งขาวแชบ๊วย (P.merquiensis)ออสเตรเลียเขาพัฒนาสายพันธุ์ ได้ 7 รุ่นแล้ว และผลการเลี้ยงก็เลี้ยงได้ดี น่าสนใจ
กุ้ง อินเดีย (P.indicus) ทนเค็มดี เลี้ยงมากในซาอุดิอาระเบีย
กุ้งตะกาด(Metapenaeus spp.) เป็นกุ้งที่ทำกุ้งแห้งได้ดี และอร่อย เลี้ยงหนาแน่นได้ ในอนาคต น่าสนใจเช่นกัน

ผู้บริโภคต้องการกุ้งแบบไหน????????
1.ต้องเป็นกุ้งที่ ปลอดสาร ปลอดภัย ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน
2.ต้องมีราคาถูก
3.ข้อกำหนดอื่นๆ ได้แก่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม /ไม่ใช้แรงงานเด็ก/ ไม่ใช่สารเคมี หรือยาต้องห้าม / ไม่ตัดแต่งพันธุกรรม

แนวทางการผลิต กุ้งไทย
-ใช้พันธุ์กุ้งที่ดี โตเร็ว ลดต้นทุน
-ฟาร์ม ทั้งฟาร์มเพาะ และเลี้ยง ต้องถูกสุขลักษณะ เช่นได้ ซีโอซี
-ต้อง ตรวจสอบย้อนหลังได้ในทุกกระบวนการการผลิต
-ใช้เทคโนโลยีเหมาะสมในการผลิตเพื่อให้ต้นทุนต่ำสุด
-ใช้โรงงานแปรรูปและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล

***มองว่าในไทย พันธุ์สัตว์น้ำที่ดีมีส่วนกำหนดความสำเร็จมากกว่าครึ่ง ** เราต้องมุ่งพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสามกับสิ่งแวดล้อมของการเลี้ยง ต้องโตเร็ว ทนโรค *ทั้งรัฐ และเอกชนต้องทุ่มเทเรื่องวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ (ทนโรค,โตเร็ว, อัตราแลกเนื้อดี, ทนเค็ม ทนจืด ทนหนาว ทนร้อน, ลูกดกเลี้ยงง่าย, เนื้อรสดี สีต้องตาผู้บริโภค , เลี้ยงหนาแน่นได้


เทคนิคการพัฒนาคุณภาพพ่อแม่พันธุ์ และลูกกุ้งก้ามกราม คุณวณิชย์ โสวนะปรีชา (เฮียโส่ย-เกษตรสมบูรณ์)
***ราคากุ้งก้ามกรามไทย ไม่ถูกลง แต่ผลิตได้มากขึ้น เนื่องจากไทย เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามในต่างประเทศได้แล้ว
ระบบการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
-ถ้ามีบ่อมาก ให้เลี้ยงระบบย้ายกุ้ง (5 หมื่นตัวต่อไร่)
-ถ้ามีบ่อน้อย ปล่อยตรง เลี้ยงบ่อเดียวเลย (ปล่อยไม่เกิน 2 หมื่นตัวต่อไร่)
สายพันธุ์คือปัญหาหลักของก้ามกรามไทย ปัจจุบันมีสายพันธุ์ ที่พัฒนาแล้ว คือ ก้ามกราม ซีพีเอฟ และก้ามกรามที่เกษตรสมบูรณ์ทำ
สายพันธุ์ที่มีเนื้อมากกว่าหัวคือ จะมีลายที่ก้ามเป็นสีเหลือง (กำไล)
เราคาดหวังให้กุ้งในบ่อเป็นตัวผู้ มากๆ เนื่องจาก ตัวผู้จะโตเร็วกว่าตัวเมีย

วันที่ 7 กันยายน 2546
ความสำคัญแร่ธาตุ ต่อการเลี้ยงกุ้งในระบบความเค็มต่ำ โดย ดร.บุญรัตน์ ประทุมชาติ ม.บูรพา
ความจำเป็นของการเพิ่มแร่ธาตุในอาหารเลี้ยงกุ้ง
-ไม่ต้องเสียพลังงานในการสันดาปจากอาหารและ นำแร่ธาตุจากน้ำภายนอก
-สร้างสมดุลระบบเกลือแร่ภายในตัวกุ้ง
-เกิดความคล่องตัวในการใช้เพื่อการสร้างเปลือกที่สมบูรณ์
-ใช้พลังงานไปช่วยในการเติบโตได้เต็มที่
-ลอกคราบได้เร็วมากขึ้น และลดการตายขณะลอกคราบ


วงจรชีวิต วงจรลอกคราบ
การแข็งตัวของเปลือก - การสะสมแร่ธาตุ (Calcification)
การอ่อนตัวของเปลือก - การละลายเปลือก (Decalcification)
การเปลี่ยนเปลือก (Molt)

ขบวนการลอกคราบ
*ก่อนลอกคราบ
-ปรับความเข้มข้นเลือดให้สูงขึ้น
-เปลือกแยกชั้น
-สะสมสารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์(สร้างเปลือกใหม่ ใต้เปลือกเก่า)
กำลังลอกคราบ
-ความเข้มข้น เลือดเริ่มลดและลดมากสุดช่วง หลังลอกคราบใหม่
-สารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ในเลือดเจือจางลง
-ปริมาณของเลือดเพิ่มขึ้น

*หลังลอกคราบ
-ขับน้ำออกจากร่างกาย เพื่อรักษา ความเข้มเลือด
-ขบวนการสร้างเปลือกใหม่ เป็นไปอย่างเร่งด่วน
-ตามด้วยการสร้างเนื้อเยื่

กุ้งลอกคราบใหม่ๆ สำคัญที่สุดคือ ฟอสฟอรัส

*มีการพูดถึงระบบสมดุลเกลือแร่ในกุ้งกุลาดำ
*ความจำเป็นของแร่ธาตุ แต่ละชนิด เช่น
ปริมาณที่ควรมีในอาหาร แคลเซียม (1-2%)
ปริมาณที่ควรมีในอาหาร ฟอสฟอรัส(1-2%)
***ความต้องการฟอสฟอรัสในกุ้งขึ้นกับแคลเซี่ยมในอาหารกุ้งด้วย

ส่วนตัวอื่นๆมีดังนี้
โซเดียม (6 กรัม/กิโลกรัมอาหาร) โปตัสเซี่ยม (9-18 กรัม/ กิโลกรัมอาหาร) คลอไรด์ (6.4-7.8 กรัม/ กิโลกรัมอาหาร)
แมกนีเซี่ยม (0.25-4 กรัม/กก.) ทองแดง หรือ (34-53 มิลลิกรัม/กก) เหล็ก (ควรต่ำกว่า 12มิลลิกรัม/กก)
แมงกานิส (4-20 มิลลิกรัม/กก) ซิลิเนียม (0.2-1 มิลลิกรัม/กก) สังกะสี (33-110 มิลลิกรัม/กก)
***โปตัสเซี่ยม โซเดียม คลอไรด์ แคลเซี่ยม ใส่ในน้ำดีกว่า
***ฟอสฟอรัส สังกะสี ทองแดง แนะให้ใส่ในอาหารดีกว่า

การเสวนา กรมประมง - ผู้ค้าปัจจัย -ห้องเย็น -สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย
ผอ.วิเชียร สาครเรศ
กำหนด 1 พฤศจิกายน 2546 ขอร้องให้โรงงานแปรรูป ต้องซื้อกุ้งจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น
1 มกราคม 2547 ขอร้องให้โรงงานแปรรูปซ้อกุ้งจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และได้มาตรฐานฟาร์มขั้นต่ำตามกรมประมงกำหนด(ต่ำกว่า จีเอพี)
1 มกราคม 2548 ขอร้องให้โรงงานแปรรูปซ้อกุ้งจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และได้ผ่านมาตรฐานฟาร์ม จีเอพี
กรมประมง ตั้งเป้าว่า ปี 47-51 เราต้องเป็นผู้นำในการส่งออกกุ้ง (1 แสนล้านบาทต่อปี) คงพื้นที่ไม่เกิน 4 แสนไร่


ดร.อุปถัมป์
มองว่าภาครัฐไม่รู้เรื่องภาคเอกชน ส่วนภาคเอกชนก็พยามปกปิด รัฐเช่นกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ตอนนี้เราต้องมีการร่วมมือกันระหว่างเอกชนกับภาครัฐ
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จะทำ ระบบฟาร์มเลี้ยงมาตรฐาน
ส่วนตัวมองว่า คู่ค้าเรา คิดว่า กุ้งไทยแพงกว่าคนอื่นไม่ว่า ขอให้ไม่มีสารตกค้างก็แล้วกัน
***ภาคราชการทำการวิจัย ไม่ตรงจุด ของเอกชนต้องการ

คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ (ห้องเย็น)
มองว่าวิกฤติกุ้งหนนี้มาจาก เรื่องของการเมือง
เพราะปัจจุบัน ทุกประเทศ บีบการนำเข้า ผลักดันให้ผลิตสินค้าส่งออก
ปัจจุบัน อาหารทะเล นั้น กุ้งคือ อันดับหนึ่ง แซลมอน อันดับสอง และ ทูน่าอันดับสาม
กระแสความปลอดภัยในอาหาร คือสิ่งที่เขานำมาอ้างกัน คนเลี้ยงกุ้งและคนในธุรกิจนี้ ต้องเหนื่อย แต่หนีไม่พ้น ที่จะต้องดึงธุรกิจกุ้งมาสู่ที่จุดถูกต้อง
สารตกค้างเป็นตัวตายของเรา ถ้าเขาตรวจพบ และเป็นตัวตีของเราที่จะชนะคู่แข่ง
***มีเรื่องขำขันเกิดขึ้นจริงกับธุรกิจเรา ที่บางห้องเย็นซื้อกุ้งจากฟาร์มทีได้รับซีโอซี กรมประมง (แถวเขตรตะวันออก) นำไปขาย ญี่ปุ่น แล้วเขาตรวจผ่านไม่มี คลอแรม -ไนโตร แต่ต้องมาตกม้าตาย ที่ มีออกซี่เตตร้าซัยคลิน เกินกว่าที่เขากำหนด

ราคากุ้งคาดการณ์ในปีนี้ คิดว่า กุลาดำ ไซส์ 50 ตัวกิโล จะแกว่งอยู่ที 175-200 แต่ไม่ต่ำกว่า 175 บาท
ส่วนกุ้งขาวพูดยาก เพราะ ดูที่ผลผลิตทั่วโลก แต่ยังไงก็ ให้ทำไซส์กุ้งขาว ที่ 55 ตัว จะปลอดภัย
**สุดท้าย อยากจะบอกว่า กุลาดำเลี้ยงได้ ควรเลี้ยง อย่าทิ้ง ทำไซส์ให้ได้ 45-55 ตัว จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด.

*******************************************************************************
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล :; ekanant yuvabenjapol
ซิตโต้กรุ๊ป : Sitto group
www.thaishrimp.net