สำเร็จแล้วพ่อแม่พันธุ์กุลา ปลอดโรค
หนังสือพิมพ์ กุ้งไทย

สำเร็จแล้วกุลาไทย
เอสพีเอฟ11โรค
เลี้ยงต่อยอดที่ไชยา


เซ็นเท็กซ์ ชริมป์ เดินเครื่องเต็มกำลัง หอบเงิน 170 ล้าน สร้างอาณาจักรเลี้ยงพ่อแม่กุ้งกุลาดำปลอดโรคที่ไชยา/ขนอม
ฟุ้งขณะนี้มีพันธุ์กุลากว่า 20 ครอบครัวรวมกันแสนกว่าตัว แถมเป็นเอสพีเอฟปลอดถึง 11 โรค โตติดจรวด เลี้ยง 2 เดือนครึ่ง ได้ไซซ์ 30 ตัว/กก. คาดสิ้นปีหน้าพร้อมจำหน่ายให้เกษตรกร
ศ.นพ.ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล Centex Shrimp คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของโครงการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำมาช้านาน ซึ่งตนได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงและการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 7 ปี ก็ประสบความสำเร็จได้ผลดีเรื่อยมาจนถึงจุดที่น่าจะขยายผลได้ กล่าวคือ ลูกกุ้งที่มาจากพ่อแม่กุ้งที่ทีมงานได้พัฒนาขึ้น โตเร็วมาก โดยเฉลี่ยเอดีจีอยู่ประมาณ 0.2-0.5 ถ้าเลี้ยงที่ความหนาแน่น 25-40 ตัว/ตร.ม. ภายใน 4 เดือน จะเลี้ยงได้ไซซ์หน้า 2-3 ได้สบายๆ และไม่มีกุ้งแตกไซซ์ให้เห็นเลย รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญ โดยได้อนุมัติเงินงบประมาณ 170 ล้านบาท ผ่านสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อมอบหมายให้แก่ศูนย์วิจัยแห่งความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง หรือเซ็นเท็กซ์ ชริมป์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการสร้าง "ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ" ภายใต้การดำเนินงานของภาครัฐ คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ไบโอเทค
"เงินทุนที่ได้มา 100 กว่าล้าน ส่วนใหญ่เราก็จะนำไปสร้างสถานที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำปลอดเชื้อ อีกส่วนหนึ่งก็ใช้เป็นทุนวิจัยในเรื่องนี้ทั้งหมด ในส่วนของสถานที่ เราจะจัดตั้งศูนย์วิจัยฯ ขึ้น 2 แห่ง คือ ที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และ ที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งสถานที่เราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่เช่นนั้นเราก็คงต้องเสียเงินอีกเป็นจำนวนมากในการจัดซื้อสถานที่ สำหรับบุคลากรในการดำเนินงานก็มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ ม.มหิดล ม.สงขลา ม.จุฬา ม.เกษตรศาสตร์ และจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกมาร่วมกันทำงาน นอกจากนี้เรายังเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เป็นวิศวกรทางด้านคุณภาพน้ำโดยเฉพาะจากฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกามาช่วยให้คำปรึกษา และช่วยควบคุมออกแบบจัดตั้งศูนย์ฯ และดูเรื่องระบบต่างๆ ภายในศูนย์ฯ ด้วย"

ตั้งเป้าพัฒนาพันธุ์กุ้งให้ได้ 50 ครอบครัว
ดร.บุญเสริม กล่าวว่า โครงการพัฒนาพ่อแม่กุ้งกุลาดำนี้เป็นการดำเนินงานต่อยอดจากที่เคยทำมาในอดีต แต่ยอดที่ต่อนี้จะใหญ่กว่าฐานมาก ซึ่งปัจจุบันเรามีพันธุ์กุ้งกุลาดำกว่า 20 ครอบครัวแล้ว มีตั้งแต่สายพันธุ์ที่โตเร็วที่สุด เลี้ยงบ่อดินเพียงแค่ 2 เดือนครึ่ง ได้ไซซ์ 30-40 ตัว/กก. ไปจนกระทั่งสายพันธุ์ที่โตช้ามากๆ ซึ่งในอนาคตเราตั้งเป้าพัฒนาให้ได้ 50 ครอบครัว
"ปัจจุบันทุกสายพันธุ์เราเก็บไว้ทั้งหมด หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สายพันธุ์ที่โตช้า เราเก็บไว้ทำไม คำตอบก็คือ สายพันธุ์ที่โตช้าในปัจจุบันเราอาจมองว่าไม่ดี แต่ในอนาคตมันอาจจะเป็นพระเอกก็ได้ เนื่องจากสายพันธุ์ที่โตเร็ว เรามองเห็นข้อด้อยอยู่จุดหนึ่งก็คือ มันค่อนข้างจะอ่อนเอ ถ้าสมมติว่าในอนาคตมีเชื้อโรคตัวใหม่เกิดขึ้นมาแล้วมันไปทำลายสายพันธุ์ที่โตเร็ว แต่สายพันธุ์ที่โตช้ามันแข็งแรงมันอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้ แต่โตช้าก็ไม่ถึงกับช้ามาก เราจึงเก็บพวกนี้เอาไว้ แต่เวลานำมาใช้งาน ในปัจจุบันเราจะนำสายพันธุ์ในอันดับต้นๆ มาใช้เท่านั้น เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ที่โตเร็ว เกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วได้ผลกำไรมากที่สุด ซึ่งเรากล้าการันตี ว่า ณ วันนี้ กุ้งที่เราพัฒนาสายพันธุ์จากบ่อดินขึ้นมา มีคุณภาพดีกว่ากุ้งที่มาจากธรรมชาติ 100% ซึ่งตรงนี้เราได้ทดลองนำมาเลี้ยงเปรียบเทียบกันแล้วภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ลูกกุ้งจากพ่อแม่บ่อดินมีอัตรารอดและโตดีกว่าลูกกุ้งจากพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติอยู่เสมอ แต่ในเรื่องความต้านทานโรคนั้นใกล้เคียงกัน คือถ้ามีโรคระบาดมาก็ตายเหมือนๆ กัน"

พ่อแม่กุ้งเอสพีเอฟปลอดเชื้อ 11 ชนิด
ดร.บุญเสริม กล่าวต่ออีกว่า วัตถุประสงค์สำคัญที่สุดในการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ ก็คือ การทำให้ปลอดเชื้อ ณ วันนี้กุ้งทุกตัวที่เรามีอยู่เป็นกุ้งเอสพีเอฟ บางครอบครัวปลอดเชื้อถึง 11 ชนิด คือปลอดทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัวร์ ซึ่งการที่กุ้งปลอดเชื้อทำให้กุ้งโตเร็ว แต่ในการวิจัยนอกจากจะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อแล้ว ยังคัดเลือกสายพันธุ์ที่โตเร็วอีกด้วย โดยเราจะนำครอบครัวที่เกือบจะโตเร็วที่สุดมาพัฒนาต่อ เหตุที่เราไม่ใช่ครอบครัวที่โตเร็วที่สุด เพราะครอบครัวที่โตเร็วที่สุดส่วนใหญ่จะอ่อนแอ และติดโรคง่าย
"ปัจจุบันพ่อแม่พันธุ์ในสต็อกเรามีอยู่หลายแสนตัว ตอนนี้เราเก็บไว้ที่ อ.ปากพนัง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนี้เราคิดว่ายังไม่ปลอดเชื้อดีพอ แต่สถานที่ใหม่ที่กำลังจะก่อสร้างจะเป็นสถานที่ที่ปลอดเชื้อจริงๆ สำหรับเกณฑ์มาตรฐานในการดูว่าเป็นสถานที่ปลอดเชื้อหรือไม่ ตรงนี้ง่ายนิดเดียว คือ เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตลอดระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 1 ปี มีโอกาสที่ไวรัสจะเล็ดลอดเข้ามาได้ไหม และน้ำที่นำเข้ามาใช้ในระบบมีพาหะและไวรัสหรือไม่ ซึ่งถ้าเรามีการป้องกันทุกอย่าง ก็จะเป็นสถานที่ที่ปลอดเชื้อแน่นอน สำหรับน้ำที่เรานำมาใช้ก็เป็นน้ำจากทะเล แต่กว่าน้ำทุกหยดจะมาถึงตัวกุ้ง จะต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เพราะฉะนั้นเรามั่นใจว่าน้ำปลอดเชื้อแน่นอน ซึ่งต้องขอเรียนให้ทราบว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้ เราไม่มีการใช้สารเคมีเลย"

สร้างโรงเรือนระบบปิด แมลงก็เข้าไปไม่ได้
ดร.บุญเสริม กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯ ทั้ง 2 แห่ง จะมีทั้งบ่อดินและโรงเรือน แต่บ่อดินไม่ใช่เป็นบ่อดินเหมือนกับที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้บ่อดินของเราจะปูด้วยพีอีทั้งหมด แล้วนำดินที่ปลอดเชื้อหรือดินบริสุทธิ์ถมทับลงไปอีกทีหนึ่ง ขนาดของบ่อก็ไม่ใหญ่มาก ประมาณ 50 ตร.ม. ก็พอ และอย่างน้อยที่สุดน่าจะมีประมาณ 6 บ่อเพื่อรองรับตรงนี้ นอกจากนี้เราก็มีการสร้างโรงเรือนคลุมบ่อด้วย เพื่อให้เป็นระบบปิดจริงๆ ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเดินเข้าไปได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะสร้างระบบปิดที่แมลงสักตัวก็ไม่สามารถเข้าไปได้
สำหรับกระบวนการผลิต เมื่อเราคัดเลือกลูกกุ้งมาแล้ว เราก็นำไปเลี้ยงในบ่อดินจนเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงจากลูกเป็นแม่ ประมาณ 8 เดือน จากนั้นก็นำขึ้นมาเลี้ยงในบ่อปรับสภาพเพื่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์สมบูรณ์แบบ ในส่วนของการแยกครอบครัว เราจะใช้ 2 วิธี คือ 1.การฉีดสารสีพลาสติก ซึ่งวิธีนี้เขาใช้กันทั่วโลกในกุ้งขาว และ 2.ใช้ไมโครเซทเทิลไลซ์ ซึ่งเป็นการดูลายพิมพ์ดีเอ็นเอของกุ้ง ตรงนี้จะมีข้อดีคือเราจะสามารถศึกษาไปถึงพันธุ์กรรมของกุ้งได้อีกด้วย
"ในงานวิจัยเราจะศึกษาครอบคลุมเกี่ยวกับพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม โรคกุ้ง วิธีการเลี้ยงและอาหารพ่อแม่กุ้ง ซึ่งแม่เพรียงที่เป็นอาหารของกุ้งเราก็ศึกษาด้วย อีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำก็คือ เรื่องฮอร์โมนกุ้ง จุดมุ่งหวังของเราคือ สามารถทำให้แม่กุ้งออกไข่ได้โดยไม่ต้องตัดตา ซึ่งปัจจุบันเราก็ทำสำเร็จแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเราจึงยังไม่เปิดเผย เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้ผล 100% หรือไม่"

คาดสิ้นปีหน้าเห็นโอไอเมืองไทยแน่
ดร.บุญเสริม กล่าวว่า โครงการนี้อยู่ในช่วงศึกษาและเขียนแบบการก่อสร้าง กว่าจะก่อเสร็จก็ประมาณกลางปีหน้า และในช่วงปลายปีหน้าก็น่าจะมีลูกกุ้งออกมาได้ ซึ่งเท่าที่คำนวณแล้วโครงการนี้จะสามารถผลิตลูกกุ้งให้กับบ่อดินได้ประมาณ 300 บ่อ/ปี (อัตราปล่อย 40,000-50,000 ตัว/ไร่) ประเมินคร่าวๆ ประเทศไทยมีบ่อเลี้ยงกุ้ง 20,000 บ่อ เพราะฉะนั้นเราผลิตได้แค่ 1.5% เท่านั้น ซึ่งจะต้องมีโครงการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งในลักษณะนี้อีกประมาณ 50 แห่ง ถึงจะเพียงพอสำหรับประเทศไทย
ในอนาคตเราจะเผยแพร่ข้อมูลไปสู่ภาคเอกชนทุกอย่าง เพราะเงินที่ได้มาทำโครงการเป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชน ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐอยากเห็นก็คือ อยากให้มีฟาร์มเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลอดเชื้ออย่างนี้เกิดขึ้นอีกสัก 50 แห่ง แต่ภาคเอกชนคงไม่ต้องทุนเป็นร้อยล้าน อาจจะลงทุนเพียงแค่ 10% หรือน้อยกว่านั้น ส่วนวิธีการดำเนินการ คือ เมื่อเราผลิตลูกกุ้งได้แล้ว เราก็นำลูกกุ้งไปให้เอกชนเลี้ยง ซึ่งเราจะไม่จำหน่ายพ่อแม่พันธุ์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างภาคเอกชน ในการผลิตพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพขึ้นมา หากใครผลิตได้คนนั้นก็อยู่รอด
"ศูนย์วิจัยฯ ที่จะตั้งขึ้นที่ อ.ไชยา และอ.ขนอม ไม่ใช่เป็นองค์กรที่จะขายแม่กุ้งและลูกกุ้งเพื่อมุ่งหวังกำไร แต่จะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไปทำกำไร เรามีเพียงวิชาการที่จะให้ ส่วนใครจะนำไปต่อยอดทำกำไรก็เชิญได้เลย ซึ่งปลายปีหน้าเราก็คงจะเห็นอะไรคล้ายๆ กับสถาบันโอไอของฮาวายเกิดขึ้นที่สุราษฎร์ฯ และปีต่อไปๆ ผมว่าเราน่าจะมีภาคเอกชนผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำเอสพีเอฟออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราประมาณการณ์ไม่ได้ว่าในปีหนึ่งๆ จะมีโรงเพาะฟักแบบนี้เกิดขึ้นกี่แห่ง ซึ่งในอนาคตเราก็หวังเอาไว้เช่นกันว่า จะมีต่างประเทศเข้ามาซื้อพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำเอสพีเอฟของไทย เหมือนกับที่เราไปซื้อพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวเอสพีเอฟจากฮาวาย แต่ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายไทยว่าจะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาซื้อพ่อแม่กุ้งของเราได้หรือไม่ด้วย"