BACK

กุ้งขาวมาแรง (ดร.ชลอ)
หนังสือสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

www.thaishrimp.net
กุ้งขาวมาแรง

ช่วงสุดท้ายของปีแพะตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี โดยทั่วไปแล้วในทุกปีเป็นช่วงที่มีการลงกุ้งกันน้อย เพราะกลัวช่วงที่อากาศหนาวเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมต่อจนถึงเดือนมกราคม จะเป็นช่วงเวลาของโรคดวงขาว ซึ่งมักจะมาตามนัด ปีนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้อแตกต่างปีนี้จะไม่เหมือนกับปีก่อนๆ คือ มีกุ้งขาวแวนาไมมาเป็นตัวสอดแทรก และไม่ใช่สอดแทรกแบบขัดตาทัพเท่านั้น เพราะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาไปที่ไหนๆ มีแต่คนถามถึงการเลี้ยงกุ้งขาว ผมเดินสายบรรยายให้สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งพื้นที่น้ำจืดและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้มา 12 สัปดาห์เต็มๆ ทุกวันเสาร์ ในทุกพื้นที่จะมีการขอให้พูดถึงกุ้งขาวมากหน่อย เพราะเกษตรกรกำลังสนใจ ผมประเมินดูแล้วช่วงปลายปีทุกปีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะแผ่วลงไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ของปีใหม่ เพราะปัญหาโรคดวงขาวจะรุนแรงในช่วงปลายปี แต่ปีนี้กระแสกุ้งขาวมาแรงมาก ดังนั้นช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ สัดส่วนการลงกุ้งใหม่ กุ้งขาวน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำ ซึ่งการลงกุ้งใหม่ช่วงปลายปีไม่น่าจะเกินร้อยละ 20
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมลงไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเก็บข้อมูลในฟาร์มกุ้งที่ได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบระบบปิด ดีที่สุดของกุ้งกุลาดำ การเลี้ยงแบบปิดที่ไม่มีการถ่ายและเติมน้ำระหว่างการเลี้ยงอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก บ่อที่ได้ผลดี 120 วันได้กุ้งขนาด 40 ตัว/กก. ต้องบอกว่าดีมากครับ ผลผลิตประมาณ 1,000 กก./ไร่ ปล่อยลูกกุ้งไร่ละ 50,000 ตัว กุ้งขนาดนี้ราคาดีไม่ต่ำกว่า 230 บาท/กก. แต่ไม่ได้ทุกบ่อ บางบ่อก็ไม่โตเท่าไร บางบ่อก็แตกไซส์อย่างน่ากลัว ก็คงจะเหมือนกับของเกษตรกรรายอื่นๆ โดยทั่วไป แต่ในฟาร์มที่อยู่ถัดกันครับ เขาเลี้ยงกุ้งขาว ปล่อยไร่ละ 120,000 ตัว เลี้ยงเต็มฟาร์มโดยไม่มีกุ้งกุลาดำเลย แต่ละบ่อจับกุ้งได้เฉลี่ยประมาณ 2 ตันถึง 2 ตันครึ่งต่อไร่ ขนาดประมาณ 50-60 ตัว/กก. ในเวลา 100-105 วัน กำไร ขาดทุน คงไม่ต้องพูดถึงเพราะกุ้งขาวแพงกว่ากุ้งกุลาดำเฉพาะค่าลูกกุ้งเท่านั้น แต่อาหารถูกกว่า สารเคมี ยาต่างๆ ไม่ต้องใช้เลย เล่นเอาบริษัทผู้ค้าเคมีภัณฑ์ปวดหัวแน่ ผลที่ออกมาอย่างนี้ หลายๆ บ่อทำให้ผู้ที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำเริ่มสับสน ลังเล เพราะผลต่างมากเกินไป แม้ว่ารอบที่ผ่านมา การเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะได้ผลพอสมควรแต่ก็อดไม่ได้ที่จะลองเลี้ยงกุ้งขาวในรอบต่อไป
สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการรวมตัวของเกษตรกรและกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานวันกุ้งที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศทุกปี มีที่นี่ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย คนสุราษฎร์ฯ ตัดสินใจเลี้ยงกุ้งขาวช้ากว่าเกษตรกรจังหวัดอื่นๆ ยกเว้นบางคนที่คิดว่า เลี้ยงกุ้งเอาตังค์อย่างเดียว เก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่เอากำไรมากไว้ก่อน พอทดลองเลี้ยงไม่มากครับ ประมาณเกือบ 30 บ่อ ได้ผลดีทุกบ่อ เลยเป็นเรื่องตอนนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการเลี้ยงกุ้งขาวประมาณร้อยละ 80 เทียบกับกุ้งกุลาดำประมาณร้อยละ 20 คิดเฉพาะที่เพิ่งลงกุ้งครับ
ทำไมกุ้งขาวได้ผลดี และแน่นอนกว่ากุ้งกุลาดำ ตอบง่ายๆ ครับ สายพันธุ์ที่ดีผ่านการคัดสรรมาแล้วมากว่า 10 ปี จนแน่ใจว่าโตเร็ว ไม่แตกไซด์ อาชีพเกษตรไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกไม้ผลจะแพ้หรือชนะ เริ่มจากลูกพันธุ์ เรียกว่า พันธุ์ดีมีชัยไปเกือบร้อย ถ้าลูกพันธุ์ไม่ดีหรือไม่คงที่ แต่มีฝีมือดี ก็ยังต้องลุ้นกันทุกรอบ ไม่เพียงแต่จังหวัดสุราษฎร์ฯ ที่กำลังเลี้ยงกุ้งขาวกันมาก จังหวัดชุมพร และระนอง การที่มีกุ้งขาวเรียกว่า ช่วยชุบชีวิตชาวนากุ้งกันเลยที่เดียว 2 จังหวัดนี้ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ผ่านมาระยะหลังๆ ซบเซามาก พอมีกุ้งขาวทุกอย่างกลับคืนมีชีวิตชีวา ยิ่งที่จังหวัดระนองบ่อกุ้งกุลาดำมีความลึกมาก 2-2.5 เมตร สำหรับกุ้งกุลาดำความลึกของบ่อมีผลน้อยมาก แต่กุ้งขาวน้ำยิ่งลึกยิ่งดี เพราะกุ้งชนิดนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะพื้นบ่อเท่านั้น ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้ดีมาก ถ้าน้ำดีถ่ายแล้วไม่เป็นโรค ยิ่งถ่ายมากก็ยิ่งโต เรียกว่าเข้าทางการเลี้ยงกุ้งที่ระนองไปเลย
เขียนมาแบบนี้ผู้อ่านคงคิดว่าผมมาเชียร์กุ้งขาวกันสุดๆ ไปเลย ไม่ใช่ครับเป็นการเขียนถึงสภาพความเป็นจริงในขณะนี้ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกำลังเพลินกับผลผลิตของกุ้งขาวที่ออกมาใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำในยุคแรกๆ 2-3 ตัน/ไร่ เลี้ยงง่ายๆ อย่าประมาทครับ ช่วงที่ผ่านมาเป็นฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่มีโรคดวงขาว หรือตัวแดง (ทอร่า) ในพื้นที่ภาคใต้เลย ปลายปีต้องระวังผมต้องเตือนด้วยความหวังดีว่า แม้ว่ากุ้งขาวจะมีการคัดสายพันธุ์มาดีแล้วว่าปลอดเชื้อ แต่ในการเลี้ยงในพื้นที่ที่เคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก่อนและมีการเกิดโรคมาแล้วเป็นจำนวนมาก ต้องระวังโดยเฉพาะช่วงปลายปี การเปลี่ยนถ่ายน้ำมากๆ เพลินๆ อันตราย อย่างไรก็ตามต้องใช้การป้องกันไว้ก่อน น้ำที่จะเปลี่ยนถ่ายควรจะพักไว้นานพอสมควร เช่น 7 วัน การใช้น้ำสดเปลี่ยนถ่ายช่วงปลายปีต้องระวัง ไม่ต้องการเขียนให้น่ากลัว เพราะเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศการเลี้ยงไป แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท นอกจากโรคไวรัส ดวงขาวแล้ว ที่ควรต้องป้องกันเช่นเดียวกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โรคไวรัสทอร่า หรือโรคตัวแดงต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากยังไม่เคยเห็น และยังไม่เคยเจอ
โรคทอร่า หรือโรคตัวแดง เป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบเฉพาะกุ้งขาวเท่านั้น ช่วงที่ผ่านมาเกิดการระบาดที่พื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมและในจังหวัดฉะเชิงเทรา ในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายนถึงต้นเดือนมิถุนายน เสียหายเป็นร้อยบ่อ กุ้งที่ติดเชื้อไวรัส ตัวจะมีสีแดง เหงือกมักจะบวม อายุกุ้งที่พบตั้งแต่ประมาณ 20 วันขึ้นไป จนถึงประมาณ 80 วัน แต่อาจจะพบในกุ้งใกล้จับก็ได้ กุ้งที่ป่วยจะอ่อนแอ ลอยเข้ามาติดในยอมาก ที่เกาะขอบบ่อมีบ้างแต่ไม่มาก กุ้งป่วยจะตายมากตอนลอกคราบต้องเก็บเอากุ้งป่วยและกุ้งที่เริ่มตายออกจากบ่อให้ได้มากที่สุดและทำลายด้วย ห้ามถ่ายน้ำ เพราะการถ่ายน้ำเป็นการแพร่เชื้อให้กระจายออกไป ลดอาหารลงครึ่งหนึ่งทันที ปรับปรุงสภาพในบ่อให้ดีขึ้นเท่าที่จะทำได้ กุ้งที่รอดตายจากการลอกคราบจะเกิดแผลสีดำหรือน้ำตาลบนเปลือกทั้งตัว ถ้าสภาพภายในบ่อไม่ดีขึ้นการลอกคราบครั้งต่อไป กุ้งเหล่านี้อาจจะตายแต่ถ้าสภาพในบ่อดีขึ้น การลอกคราบครั้งต่อๆ ไปแผลเหล่านั้นจะค่อยๆ จางลงไป เท่าที่เจอจะใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ลอกคราบ 2-3 ครั้ง แผลจะหายสนิทถ้าไม่ตายเสียก่อน
อ้อ เพิ่งอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับล่าสุด ท่าน รมช. เนวิน ให้ข่าวถ้าเจอทอร่าต้องฆ่าทิ้งลูกเดียว และจ่ายชดเชยให้ร้อยละ 80 เรียกว่าป้องกันเต็มที่เลย ดีครับ เห็นดีด้วย ถ้าทำได้จริง เพราะจะเป็นการตัดตอน ไม่ให้มีการแพร่กระจายของไวรัสออกไป แต่รายละเอียดในการปฏิบัติคงต้องรัดกุมครับ ผมกลัวว่า การปฏิบัติจริงจะยุ่งยากเอาการ สมมติครับ ผมเลี้ยงกุ้งขาวอายุประมาณ 90 วัน แล้วดูผลออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ให้เจ้าหน้าที่ประเมินแล้วคิดค่าชดเชยออกมาร้อยละ 75 ได้ผลไม่เลวเลย ดีกว่าการเลี้ยงจนจบรอบการเลี้ยง ประเมินว่าเป็นโรคทอร่าเสียเลย คนไทยทำอะไรแปลกๆ ยังต้องระมัดระวัง ขอให้ร่างกฎเกณฑ์ที่ออกมาให้รัดกุมครับ จะได้ไม่มีปัญหาต่อเนื่อง
พอแค่นี้ก่อนพบกันใหม่ฉบับหน้า
สวัสดีครับ