BACK

อย่าเลี้ยงกุ้งฝืนธรรมชาติน่ะ (คุณเดชา)
หนังสือสัตว์น้ำเศรษฐกิจ

www.thaishrimp.net
อย่าเลี้ยงกุ้งฝืนธรรมชาติ
ารเลี้ยงกุ้งนั้นต้องเลี้ยงแบบธรรมชาติ ในเมื่อธรรมชาติช่วงนั้นมันไม่ไห้ เราก็ต้องเบรคไว้ก่อน จะไปดื้อดึงหรือว่าฝืนธรรมชาติก็คงจะเลี้ยงไม่ได้ผลอย่างแน่นอน
นับเป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ผ่านการทำธุรกิจอื่นมาก่อน และเมื่อวันหนึ่งได้เข้ามารู้จักและสัมผัสในแวดวงการเลี้ยงกุ้ง ก็เกิดติดอกติดใจและมีความคิดที่จะประกอบเป็นอาชีพต่อไป
เดชา บันลือเดช เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนเข้ามาสู่วงการกุ้งนั้นเดิมทีเคยทำอู่รถยนต์และโรงกลึงมาก่อน เผอิญว่าเกษตรกรช่วงนั้นเริ่มปรับการเลี้ยงกุลาดำผสมผสานกับการเลี้ยงแชบ๊วยในธรรมชาติช่วงปี 2527-2528 และได้มีโอกาสทำเครื่องมือให้เขาและทำให้มองเห็นว่าการเลี้ยงกุ้งสามารถทำเงินได้เยอะ จึงหันมาทำการทดลองเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เพราะเห็นว่าไม่มีอาชีพไหนทำเงินได้เท่าการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรอยากมีความกินดีอยู่ดีจึงหันมาเลี้ยงกุ้งกัน
ประสบการณ์เลี้ยงครั้งแรก
เลี้ยงครั้งแรกลงทุนไปแสนกว่าบาท และเป็นการลงทุนร่วมกับเพื่อน ตอนปี 2529 ทำอยู่ 6 บ่อ เราเป็นผู้ดูแลแล้วให้เพื่อนเป็นคนหาเงิน ครั้งแรกก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะยังอ่อนประสบการณ์ เมื่อผ่าน
ครอปแรกไปเราจะมองเห็นจุดเสียหลายอย่างก็เริ่มปรับแนวการเลี้ยง ครอปที่สอง เลี้ยง 6 บ่อ ลงกุ้งไป 1.1 ล้านตัว 4 เดือน จับได้ 38 ตัน หน้า 32 ตัว/กก. ถือว่าประสบความสำเร็จที่เกิดจากจังหวะและโอกาสช่วงนั้นด้วย เพราะช่วงที่ลงกุ้งครั้งที่ 2 นั้น เราเจอวิกฤติเรื่องน้ำท่วม น้ำจืด เจอปัญหามากแต่ผ่านมาได้ด้วยดี เราก็จะมองว่าการเลี้ยงกุ้งได้ผลดี จึงขยายไปอีก 4 บ่อ เป็น 10 บ่อ จนถึงปี 2533 เราเจอหัวเหลืองระบาด ตอนนั้นเราใช้ยาหนักมากๆ เพราะต้องการล้างบางโรคให้หมดไป แต่การเลี้ยงโดยการใช้ยาก็ไม่สามารถคุมโรคได้ เลี้ยงต่อไปอีก 2 ครอปจนหุ้นส่วนบอกให้เลิก จึงเลิก
หลังจากนั้นปี 2536 มีโอกาสเข้าไปทำงานเป็นผู้จัดการฟาร์มบริษัทแห่งหนึ่งดูแลการเลี้ยง 63 บ่อ ปัญหาที่เจอคือหัวเหลืองถึง 61 บ่อ เราก็ทำทุกวิถีทางทั้งระบบปิด กึ่งปิด ระบบเปิด แต่เหลือ 1 บ่อเท่านั้น (บ่อขนาด 1 งาน ที่เป็นบ่อชำกุ้ง) บ่อที่เหลือนี้ปล่อยกุ้งลงไป 5 หมื่นตัว ปรากฏว่าระบบธรรมชาตินี้ทำให้กุ้งอยู่ได้ จับกุ้งได้ถึง 1 ตัน ผมบอกบริษัทว่าปีนั้นธรรมชาติแกล้งเราไม่ได้เป็นความบกพร่องส่วนตัว ผมจึงขอแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง โดยทดลอง 5 บ่อด้วยวิธีธรรมชาติ ปรากฏว่าเลี้ยงผ่านหมด ผมจึงมองว่าถ้าเราจะเลี้ยงกุ้งให้ยั่งยืนเราต้องใช้ระบบธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากกว่า เพราะแม้เราจะใช้เคมีเข้ามามากมายมหาศาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เรามองถึงจุดนี้ ว่าระบบธรรมชาติมีความสมดุลในตัวของมันเอง เราจะไปปรุงแต่งแล้วฝืนธรรมชาติการเลี้ยงต่อไปจะยากขึ้นจะมีปัญหามากขึ้น
การเลือกสถานที่เลี้ยง
ที่ทำเลถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเกี่ยวพันถึงเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องสภาพภูมิอากาศสาธารณูปโภคที่ต้องสะดวกสบาย ถ้าพื้นที่จะเป็นตัวบังคับเรา ต้องถามว่าการจัดการเราจะจัดการอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็จัดให้เหมาะสม อย่างหน้าร้อนจะมีมากกว่าหน้าหนาว และจะเป็นลมตะวันออกที่พัดเข้ามา ระยะไม่เคยเกิน 3 เดือน แต่ 9-10 เดือนที่เหลือจะเป็นลมตะเภา นี่จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การจัดการของเราง่ายขึ้น ยกตัวอย่างว่า เราถ่ายน้ำหรือเรามีปัญหาเรื่องแพลงก์ตอน ถ้าเกิดว่าประตูน้ำเราอยู่ทางใต้ลมก็จะได้เปรียบ แต่ถ้าเกิดอยู่ต้นลมก็จะมีปัญหา
ลักษณะรูปแบบบ่อ
การขุดบ่อในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือกึ่งจัตุรัสเป็นรูปแบบบ่อที่จัดการง่าย แต่ก็มีปัญหาอยู่อย่างว่า เกษตรกรกว่า 80% จะใช้ทั้งเครื่องยนต์และเครื่องตีน้ำในบ่อ ระบบบ่อนี้เราจึงต้องดูเครื่องมือที่ใช้ในบ่อด้วย ถ้าเรามองว่าพื้นที่เราไม่มีไฟเราใช้ระบบเครื่องยนต์ เราจะทำอย่างไรให้ประหยัด สมมติว่าจะทำบ่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ต้องคิดว่าเราจะวางเครื่องตีน้ำแบบไหน เพราะเราตีน้ำรวมเลนเพื่อให้มีพื้นที่การเลี้ยงมากขึ้น เราก็เอาจุดนี้มาเป็นตัวตั้ง
การวางเครื่องตีน้ำ
ถ้าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเราจะวางได้หลายแบบ ถ้าเป็นการใช้เครื่องยนต์ ปกติผมทำบ่อประมาณ 4 ไร่ ฉะนั้นถ้าเราใช้เครื่องคูโบต้าเราอาจจะใช้ 2 ตัว ผมว่าบ่อแบบจัตุรัสดีกว่าแบบผืนผ้าเพราะการเหวี่ยงของน้ำจะได้รูปออกมาในการไหลเวียนของเป็นวงกลม และเลนมีการรวมอยู่ตรงกลางการจัดการจะทำง่ายกว่า ส่วนเครื่องยนต์ที่จะใช้ในบ่อ ต้องดูว่า 1.เราจะเลี้ยงกุ้งอะไร ถ้าเลี้ยงกุ้งแวนาไม เราอาจจะต้องเพิ่มเครื่องตีน้ำเข้าไป แต่ต้องมีตัวเครื่องหลักคือเครื่องตัว 115 แรงม้า ตี 2 บ่อได้ แต่ถ้าใช้ 10-11 แรงม้า 2 บ่อนี้ต้องใช้ 5 ตัว
เปรียบเทียบบ่อแบบจัตุรัสกับผืนผ้า
สี่เหลี่ยมจัตุรัสจะเหมาะสมกว่า เพราะการรวมเลนจะดีกว่า สามารถเร่งเครื่องแต่ละตัวได้แต่ถ้าเป็นเครื่องที่วางแบบบ่อผืนผ้าโดยเฉพาะแต่บ่อที่พ่วง 2 บ่อ เมื่อมีปัญหาต้องมีเครื่องใหญ่เข้ามาช่วย แล้วการเร่งและความเสมอไม่ได้ แต่จุดดีคือสามารถเร่งได้ทุกตัว ส่วนค่าน้ำมันเครื่องการวางแบบบ่อสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะแพงกว่าประมาณกว่า 10 %
การเตรียมบ่อ
หลังจากเอาเลนออกแล้วก็ตากบ่อไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเตรียมวางใบตามที่เราต้องการ เอาน้ำเข้าโดยผ่านถุงกรอง แล้วปรับความความเค็ม เพราะที่นั้นจะเป็นน้ำความเค็มต่ำ (ประมาณ 0-5 พีพีที แล้วแต่ฤดู) เอามาปรับความเค็มไม่เกิน15 พีพีที มีข้อจำกัดว่าค่าอัลคาไลน์น้ำจากบ่อบาดาลสูงถึงประมาณ 500 ฉะนั้นเราก็เอามาปรับความเค็มประมาณ 10-12 พีพีที ไม่เกิน 15 พีพีที หลังจากทำการ ทรีตน้ำ เช็คคุณภาพน้ำ (pH ประมาณ 7.5 -8 , อัลคาไลน์ 150-200) แล้วกรณีมีเชื้อ ส่วนใหญ่แพลงก์ตอนแถวนั้นจะเป็นกลุ่มของคีโตก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเชื้อ (วิบริโอเป็นหลัก) เราอาจจะบล็อคเชื้อด้วยคลอรีนหรือสารเคมีตัวอื่นเข้ามาแก้ปัญหา ทั้งนี้แล้วแต่ความถนัดแต่ละวิธี
การเตรียมน้ำ
หลังปรับน้ำไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากนั้นลงแร่ธาตุ ซึ่งผมใช้ประมาณ 4-5 กก. / ไร่ เพราะผมดูแล้วว่าแร่ธาตุเป็นส่วนจำเป็นของการเลี้ยงกุ้ง เมื่อเราตีน้ำไปเรื่อยๆความสมบูรณ์จะเริ่มกลับคืนมา อย่างสัตว์หน้าดินอาจจะเสริมรำปลาป่นลงไป
การคัดเลือกลูกกุ้ง
ผมว่าเรื่องลูกกุ้งเป็นปัญหามายาวนานนับสิบปี ตัวเกษตรกรเองบางครั้งไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริง เมื่อเกิดปัญหาจะหาแพะ แต่ตัวผมจะโทษตัวเองก่อนว่าผมทำอะไรไม่ดีไปหรือเปล่าลูกกุ้งถึงตาย ปัญหาผมมองอยู่อย่างเดียวว่า ความจริงใจของแฮชเชอรี่กับเกษตรกรเท่านั้นจึงจะลดปัญหานี้ได้ เมื่อคนเลี้ยงต้องการปริมาณมากกว่าคุณภาพ แฮชเชอรี่ก็ต้องผลิตลูกกุ้งมากขึ้นเพื่อให้ทันความต้องการ ทำให้คุณภาพด้อยลงไป นี่แหละที่ผมว่าคือจุดหักเหของทั้งระบบ เพราะเมื่อต้องผลิตให้มากขึ้นก็ต้องพึ่งยาและสารเคมีในการดองกุ้ง
การหาลูกกุ้ง
ผมเน้นที่ความจริงใจกับบ่อเพาะ ถ้าไม่ดีก็จะค้าขายกับผมได้เพียงครั้งเดียว เนื่องจากเกษตรกรไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าลูกกุ้งบ่อไหนดี นอกจากนี้ใช้ตามวิธีของคุณคำนึง มฤคี ก็ได้ เนื่องจากผมเองก็ไม่เน้นเรื่องการตรวจสอบของห้องแลป นี่คือสิ่งที่บอกว่าต้องอาศัยความจริงใจ ที่ไม่ควรลืมจุดนี้ เพราะเกษตรกรคือฟันเฟืองตัวใหญ่ ถ้าฟันเฟืองตัวใหญ่สามารถเดินไปได้ ฟันเฟืองตัวเล็กๆทั้งหมดก็จะเดินได้ทั้งระบบ
เทคนิคการลงกุ้ง
ผมลงลูกกุ้งแบบเกษตรทั่วๆไป ทั้งวิธีลอยถุง หรือจะลอยถัง ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของเกษตรกรแต่ละท่าน เพราะเวลาเช้าเย็นก็ได้ผลไม่ต่างกัน แต่ให้คิดว่าถ้าใกล้ให้ลงเช้าถ้าไกลให้ลงเย็น และการแพ็ค การเดินทางเกษตรกรบ่อเพาะรู้ว่าควรจะทำอย่างไร
ความจำเป็นของสัตว์หน้าดิน
ในอนาคตเราถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เหมือนการปลูกพืชที่เราต้องใช้ปุ๋ยเมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเสื่อม ผลผลิตของเราก็จะต่ำลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีการพักแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ ความสมดุลก็จะค่อยๆฟื้นขึ้นมา เหมือนบ่อกุ้งเช่นกันต้องมีการพักบ่อและบำรุงให้มีการฟื้นขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ก็มีการใช้ฮิวมัสเข้ามาช่วย แต่เราก็ต้องมองกันสักระยะหนึ่งว่าฮิวมัสที่ใช้ตอนนี้ดีจริงไหม ระยะยาวจะเป็นอย่างไร เนื่องจากผมมองว่าสินค้าแต่ละอย่างมีความจำเพาะแต่ละพื้นที่เท่านั้น จะเอามาเป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ได้
สัตว์หน้าดินผมมองว่าถ้าเราปล่อยกุ้งหนาแน่นเรื่องสัตว์หน้าดินจะทำได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะสัตว์หน้าดินจะเกิดไม่ทัน ฉะนั้นเราต้องเตรียมอาหารสำเร็จรูปรองรับไว้ด้วย
ปัญหาการเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมา
พื้นที่ที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ได้ ณ เวลานี้ มีไม่ถึง 30 % ปัญหาเกิดจากแลคตัสเซียที่อยู่ในแพลงก์ตอน ทำให้แพลงก์ตอนเกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย ดังนั้นน้ำจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งอ่อนแอ ตอนนี้ผมเองก็ใช้วิธีแก้ไขและเริ่มจับประเด็นได้แล้ว สาเหตุของปัญหาผมว่าเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คนเราฝืนธรรมชาติไม่ได้ เมื่อเลี้ยงไม่ได้เราก็ต้องเบรคไว้ก่อน เมื่อปลอดภัยแล้วค่อยกลับมาเลี้ยง ส่วนการแก้ไขด้วยการจัดการบ่อต้องจับประเด็นแต่ละพื้นที่ให้ได้
หัวใจสำคัญของการเลี้ยงกุ้งไซส์ 30
ประการแรกคือ คนขายลูกกุ้งต้องมีความจริงใจ ข้อสองเกษตรกรต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าการเลี้ยงกุ้งในระบบชีวภาพ สามเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรงนั้นจริงๆ เกษตรกรอย่าอวดเก่ง และอย่าแข่งกันเรื่องความเก่ง แต่ไม่ช่วยกันแก้ปัญหา ดังนั้นต้องเอาวิชาการมาผสมผสานกับประสบการณ์ เราจะพึ่งนักวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ และประการสุดท้ายปล่อยกุ้งให้บางลง พยายามเน้นธรรมชาติเป็นหลัก
คติในการเลี้ยงกุ้งของคุณเดชา
"ดินไม่ดีอย่าใส่น้ำ น้ำไม่ดีอย่าใส่กุ้ง กุ้งไม่ดีรอไปก่อน เลี้ยงกุ้งอย่างที่กุ้งอยากอยู่ อย่าเลี้ยงแบบที่ท่านอยากเลี้ยง"