เทคนิคการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ยั่งยืน (คุณเดชา)
หนังสือพิมพ์ กุ้งไทย

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพฯ จัดงานสนทนาเทคโนโลยีการเกษตร เรื่อง "การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบยั่งยืน" ณ ห้องจุลมณี 1 โรงแรม เคพี แกรนด์ จ.จันทบุรี การสนทนาครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกที่แหล่งเงินทุนเข้ามาให้การสนับสนุนกับอุตสาหกรรมกุ้ง ถึงแม้ยังไม่มีการปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกรได้ชื่นใจ แต่เป็นทิศทางที่ดีที่กุ้งไทยมีผู้เข้ามาให้ความสำคัญกับคนเลี้ยงกุ้งมากขึ้น ในการสนทนาผู้จัดได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้หลายท่านด้วยกัน นสพ.กุ้งไทย ขอนำบางส่วนในการสนทนามาเสนอแก่ทางผู้อ่าน ดังนี้

ดร.รุ่งเรือง อิสรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการเกษตรกรก้าวหน้า ธนาคารกรุงเทพ กล่าวเปิดงานว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือ ธนาคารกรุงเทพต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรของไทย ถ้าเราช่วยภาคเกษตรกรให้เข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็จะเจริญ โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก เราจึงได้มาหาความรู้จากเกษตรกร ซึ่งการจัดสัมมนากับเกษตรกรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 35 จากสินค้าเกษตรสำคัญที่มีในประเทศ

ท การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบยั่งยืน โดย คุณประยูร หงส์รัตน์
คุณประยูร กล่าวว่า "จากประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งมากว่า 16 ปี การที่จะเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้ความอดทนและต้องใช้ความละเอียดในการวิเคราะห์ข้อมูลทุกระดับ ผมเลี้ยงกุ้งโดยวิธีการดูแลทุกอย่างภายในฟาร์มเอง ซึ่งจะต่างกับเกษตรกรบางรายที่ใช้คนอื่นเป็นคนดูแลแทน ในการเลี้ยงกุ้งเราต้องรู้ว่ากุ้งมีลักษณะนิสัยเช่นใด มีการอยู่อาศัยอย่างไร กินอาหารอย่างไร ต้องการคุณภาพน้ำแบบไหน กุ้งถึงแข็งแรงไม่เป็นโรคสามารถจับขายได้"
อีกหนึ่งปัจจัยสู่ความสำเร็จคือ การวางเป้าหมายการผลิต เกษตรกรต้องกำหนดว่าในแต่ละครอปการเลี้ยง มีความต้องการผลิตกุ้งได้ในปริมาณมากน้อยเท่าไร ขนาดไซซ์ควรอยู่ที่เท่าไร การเลี้ยงกุ้งก็เหมือนกับการทำธุรกิจต่างๆ ต้องวางเป้าหมายล่วงหน้าและต้องคำนึงความต้องการของตลาดด้วยว่า ปัจจุบันตลาดต้องการกุ้งไซซ์ไหน เกษตรกรควรจะเลี้ยงไซซ์ที่ตลาดต้องการเพื่อผลกำไรสูงสุด ยกตัวอย่าง ในการเลี้ยงถ้าเราตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงว่าในครอปต่อไปนี้ เกษตรกรต้องการเลี้ยงให้ได้กุ้งที่ไซซ์ 30 ตัว/กก. และต้องคิดต่อไปว่าในบ่อ 4 ไร่ ต้องการกุ้งกี่ตัน เกษตรกรต้องคิดก่อนว่าต้องการเท่าไร ไม่ใช่ปล่อยลูกกุ้งไปแล้วรอจนจับถึงค่อยมารู้ว่าจะได้กุ้งกี่ตัน
ถ้าเกษตรกรต้องการผลผลิตไร่ละ 1 ตัน ไซซ์ 30 ตัว/กก. ก็ให้ลงลูกกุ้งเพียงแสนเดียว บวกเผื่ออัตราการตายไปอีก 10% ถ้าต้องการกุ้ง 25 ตัว/กก. ก็ปล่อยกุ้ง 27,500 ตัว/ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรไม่ได้คิดเช่นนี้ คิดว่าปล่อยในอัตราสูง เผื่อตาย เผื่อไม่โต เผื่อติดน้อย การที่กลัวว่าปล่อยไปแล้วไม่ติด ต้องคิดให้ได้ว่าปล่อยไปแล้วไม่ติดเพราะอะไร ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงของเราใหม่ ว่าควรทำอย่างไรถึงจะปล่อยให้ติดมากๆ ซึ่งไม่มีจำเป็นต้องปล่อยในปริมาณมากๆ ถ้าเรามีเป้าหมายในการปล่อยผลผลิตออกมาก็ใกล้เคียงกับที่เราตั้งใจไว้ ให้มีความคาดเคลื่อนไม่น่าเกิน 5-10%
การเลี้ยงกุ้งผู้เลี้ยงต้องเป็นผู้กำหนดว่าต้องจับเมื่อไร ต้องการกุ้งไซซ์อะไร ไม่ใช่ว่าให้กุ้งมากำหนดว่าต้องจับตอนกุ้งป่วย ซึ่งตรงนี้เกษตรกรตกเป็นเบี้ยล่างของกุ้งเสียแล้ว การเลี้ยงกุ้งการวางแผนเป็นเรื่องใหญ่กว่าการจัดการในบ่อ การให้อาหาร การรักษาโรคกุ้งเสียอีก
"ปีนี้ผมปรับการลงกุ้งมาอยู่ที่ 30,000-40,000 ตัว/ไร่ เพื่อจะเลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่ประมาณ 30 ตัว/กก. แต่ถ้าถามว่าเป้าหมายในปีหน้าผมจะเลี้ยงอย่างไร เป้าหมายปีหน้าของผมเลี้ยงที่ 25 ตัว/กก. ถ้าผมตั้งเป้าหมายอย่างนี้แล้วปีหน้าผมจะต้องปล่อยกุ้ง 27,500 ตัว/ไร่ ไม่มีแถมทั้งนั้น จากประสบการณ์ที่เคยปล่อยที่ 25,000 ตัว/ไร่ อัตรารอดของกุ้งอยู่ที่ 90-95% ถ้ากุ้งรอดขนาดนี้เราสามารถจับกุ้งไซซ์ 25 ตัว/กก. ได้ผลผลิตประมาณ 1 ตัน/ไร่ ถ้าคิดอยากได้กำไรเยอะรวยเร็วต้องปล่อยในอัตราที่ท่านสามารถเลี้ยงได้ ตามแนวทฤษฎีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คือพอเพียงกับความสามารถของท่าน ท่านมีความสามารถทำได้แค่ไหนก็ทำแต่พอเพียงกับความสามารถของท่าน ส่วนที่ต้องการจะได้เยอะต้องหาบ่อเพิ่มไม่ใช่ปล่อยลงไปในบ่อเดิมให้มากขึ้น อยากได้ 3 เท่าต้องหาบ่อเพิ่มอีก 3 บ่อ"
ส่วนวิธีการเลี้ยงแบบสุรีรัตน์ฟาร์มของคุณประยูร วิธีการเตรียมบ่อคงไม่แตกต่างกับเกษตรกรท่านอื่นมากนัก แต่อาจมีการต่างตรงที่สุรีรัตน์ฟาร์มไม่ได้เอาขี้กุ้งออกจากบ่อ เป็นการลดต้นทุนในการฉีดเลน การฉีดเลนลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นการทำลายแหล่งน้ำโดยที่ท่านไม่รู้ตัว ถึงแม้บางคนจะมีบ่อเก็บเลนก็ตามที เลนส่วนหนึ่งยังคงไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ท่านสามารถเก็บได้เพียงตะกอนดินไว้เท่านั้น ส่วนของเสียที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นการทำลายแหล่งน้ำซึ่งของเสียเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาหาท่านก็ได้ วิธีการของสุรีรัตน์ฟาร์มใช้วิธีการตากบ่อเมื่อแห้งแล้วนำเลนที่ได้เป็นปุ๋ย สามารถนำมาเป็นอาหารของแพลงก์ตอนพืชขณะที่เตรียมน้ำได้ เพราะแพลงก์ตอนพืชจะเป็นอาหารของแพลงก์ตอนสัตว์ และแพลงก์ตอนสัตว์จะเป็นอาหารของลูกกุ้งอีกที เป็นการสร้างอาหารธรรมชาติไปในตัว ทุกอย่างเป็นลูกโซ่เชื่อมโยงกันได้หมด
น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ น้ำที่เหมาะแก่การเลี้ยงกุ้งนั้นไม่ใช่น้ำสะอาด น้ำสะอาดนั้นสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากไม่มีอาหารกิน น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งควรมีความสกปรกอยู่บ้างเล็กน้อยซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของแพลงก์ตอน ที่เป็นอาหารของกุ้งวัยอ่อน
"เกษตรกรบางคนคิดว่าลูกกุ้งจะโตไวสีน้ำต้องเขียว จึงใส่สีน้ำเทียมลงไป ซึ่งจริงแล้วสีน้ำเทียมไม่ได้ไปช่วยในการเลี้ยงกุ้งได้เลย สีน้ำไม่ได้ทำให้กุ้งโต สีน้ำมีผลทางอ้อมที่ทำให้มีแพลงก์ตอนสัตว์ ในบางครั้งเราทำสีน้ำไม่ได้เพราะมันมีแพลงก์ตอนสัตว์อยู่มากทำให้สีน้ำไม่ขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อสีน้ำมาใส่"
อาหารกุ้ง กุ้งกุลาดำต้องการอาหารธรรมชาติและอาหารสำเร็จรูปมากพอๆ กัน กุ้งต้องการกินอาหารธรรมชาติตั้งแต่เล็กจนถึงจับกุ้งขาย และมีความต้องการอาหารสำเร็จรูปมากในช่วงอายุ 15 วันหลังการปล่อยบ่อดิน ช่วงที่ปล่อยลงบ่อดินอายุ 1-15 วัน กุ้งจะกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่ทำให้กุ้งเจริญเติบโตได้ดี หลังจากนั้น 16-120 วัน อาหารธรรมชาติก็ยังคงมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของกุ้งเช่นกัน อาหารธรรมชาติหมายถึงซากแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์นั่นเอง ในการเลี้ยงกุ้งระบบพัฒนาที่ความหนาแน่นสูงอาหารธรรมชาติมีความสำคัญมาก
"เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งลองสังเกตกุ้งของท่านจะชอบขึ้นมากินแพลงก์ตอนตามริมฝั่ง ตามสะพานยอ จากที่เคยขึ้นมากินทุกวัน แต่วันหนึ่งกุ้งของท่านไม่ขึ้นมาและเช็คยออาหารก็หมด นั้นคือจุดบอกเหตุว่ากุ้งของท่านเริ่มมีอาการไม่ดีแล้ว เป็นจุดที่ว่าสุขภาพเริ่มเลวลง หรืออีกสาเหตุหนึ่งที่กุ้งไม่ขึ้นมากินอาจมาจากการให้อาหารสำเร็จรูปมากเกินไป
ถ้าหากเราทำให้เขาแข็งแรง ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องโรค เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา ดังนั้นการควบคุมเรื่องอาหาร คุณภาพน้ำจนถึงจับกุ้งได้จะเป็นเหมือนการฉีดวัคซีนให้กุ้งไปในตัว กุ้งจะไม่ป่วยจะแข็งแรงตลอดระยะเวลาเลี้ยง ถ้าหากเกษตรกรคิดจะควบคุมคุณภาพน้ำให้ได้ต้องควบคุมการให้อาหารให้ดี โดยสามารถตรวจได้ที่ตัวกุ้งเป็นหลัก ดูว่ากุ้งมีความอ้วนความผอมเท่าใดอย่าดูเฉพาะยอ ยอนั้นใช้ตรวจดูสุขภาพของกุ้ง ไม่ใช่ไว้ดูอาหารพอหรืออาหารขาด และพยายามอย่าให้กุ้งอ้วนมาก เพราะจะเป็นอุปสรรคในการลอกคราบ จึงสรุปได้ว่าอาหารเป็นตัวกำหนดอนาคตของกุ้ง ทุกวันนี้กุ้งป่วยเพราะเราจัดการไม่ดีควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภาพอาหารไม่ได้ การเลี้ยงกุ้งต้องศึกษาหาความรู้และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา"

นสพ.กุ้งไทย ฉบับ 8 ปักษ์หลังเดือนตุลาคม 2546
www.thaishrimp.net