เลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วยสมุนไพรไทย
คุณชำนาญ-คุณชมภู่ เหลืองสถิตย์
วารสาร คัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ในยุคที่สมุนไพรกำลังอยู่ในกระแสนิยมและแทรกเข้าไปอยู่ในหลายๆ ธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมอยู่หลายประเภท เช่น สปา นวดแผนโบราณ อาหาร และนอกจากนี้ก็ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ด้วยโดยเฉพาะสัตว์น้ำ ซึ่ง คุณชำนาญ และคุณชมภู่ เหลืองสถิตย์ เจ้าของฟาร์มกุ้งตั้งอยู่เลขที่ 194/1 ม. 3 ต.เพิงดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 72150 ก็ใช้วิธีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดยใช้สมุนไพรเช่นกัน นอกจากสะอาดปลอดภัยแล้วยังสนองนโยบายของรัฐด้วย

การเตรียมบ่อ
ก่อนที่จะเตรียมบ่อจะหาลูกกุ้งสวยๆ ตัวใหญ่ และปลอดโรคให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็เตรียมบ่อโดยใช้รถแทรกเตอร์ดันขี้เลนพื้นบ่อให้เรียบร้อย ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน แล้วนำวัสดุปูนหว่านทิ้งไว้หลังจากนั้นสูบน้ำเข้าบ่อสูงประมาณ 70 ซม. ถึง 1 เมตร พักน้ำไว้ 3 วัน ปรับสภาพน้ำให้ดีและปล่อยให้ตกตะกอน พอน้ำใสพีเอชจะไม่แกว่งทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องตอนปล่อยกุ้งเพราะสามารถปล่อยเวลาเช้าหรือเวลาเย็นก็ได้ เพียงแต่ถ้าปล่อยเวลาเย็นในช่วงกลางวันต้องตีน้ำไว้เพื่อไม่ให้ผิวน้ำร้อน หากปล่อยตอนเช้าก็ไม่เป็นไร

การชำลูกกุ้ง
นอกจากได้กุ้งที่สวย สะอาด ปลอดโรคแล้วจะต้องพยายามหากุ้งก้ามกรามที่คว่ำแล้วมีตัวลอยน้อยที่สุด ตัวลอยคือ เวลากุ้งอยู่น้ำเค็มจะหงายตัวว่าย แต่พอเวลาอยู่ในน้ำจืดจะคว่ำตัวว่ายได้ ต้องซื้อที่มีตัวคว่ำให้เยอะที่สุด กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์แท้ที่คว่ำแล้วราคาประมาณ 3-3.5 สตางค์
เมื่อเลือกซื้อลูกกุ้งได้แล้วก็ปล่อยในอัตราส่วนขนาดบ่อ 10 ไร่ ปล่อยลูกกุ้งประมาณ 150,000-200,000 ตัว คุณชำนาญ เล่าว่า จะมีบ่อเลี้ยง 3 บ่อ จะสูบน้ำเข้าบ่อที่ 1 ขนาดประมาณ 5 ไร่ ก่อนแล้วก็ปล่อยลูกกุ้ง 500,000 ตัว เลี้ยงจนกุ้งอายุ 2 เดือน ก็เอาอวนตา 1.5 เซ็นติเมตร คัดกุ้งไปใส่ในบ่อขนาด 10 ไร่ประมาณ 250,000 ตัว โดยใช้วิธีสุ่มนับตัวชั่งกิโลแล้วเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ก็ช้อนย้ายจากบ่อชำขนาด 5 ไร่ มาใส่ในบ่อที่ว่างอยู่ขนาด 7 ไร่ ประมาณ 150,000 ตัว ทีนี้ก็จะเหลือกุ้งในบ่อเล็กอีกประมาณ 100,000 ตัว
"การคัดขนาดแล้วค่อยๆ ขยายบ่อช่วยให้ตอนกุ้งเล็กๆ เลี้ยงง่ายเพราะอยู่ในบ่อขนาดเล็ก หากใส่ในบ่อใหญ่เลยสมมติว่าปล่อยลูกกุ้ง 250,000 ตัว อัตราการกินอาหารแค่ 1 กก. ในเนื้อที่ 10 ไร่ ไม่รู้จะหว่านให้กุ้งกินอย่างไร และบางทีหว่านไปแล้วกุ้งอาจจะไม่ได้กินก็ได้ แต่พอได้กำหนด 2 เดือนก็ต้องรีบย้ายออกนะเพราะจะแคระแกร็นเนื่องจากหนาแน่นเกินไป การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนั้นไม่ควรปล่อยให้หนาแน่นเกินไปเพื่อให้ได้ผลผลิตดี"

การให้อาหาร
ช่วงที่ปล่อยลูกกุ้งลงในบ่อขนาด 5 ไร่ ก็เริ่มให้อาหารเลย คุณชำนาญ เล่าว่า "เมื่อก่อนอาหารกุ้งเล็กไม่มีคุณค่าอะไรเป็นอาหารธรรมดาที่ขายตามท้องตลาด ก็ต้องเอาไข่ไปนึ่งแล้วผสมกับหอยแมลงภู่ให้กิน ปัจจุบันอาหารกุ้งกุลาดำมาแรงเพราะมีกลิ่นหอมน่ากินกว่า ก็หันมาให้อาหารของกุ้งกุลาดำเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าอาหารกุ้งก้ามกรามและมีกลิ่นคาวแรง เพราะการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามส่วนมากจะมีปัญหาตรงที่กุ้งไม่ค่อยจับอาหาร และยิ่งเป็นสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามแท้พวกนี้จะกินไม่ดุ ต้องล่อด้วยกลิ่นคาวอาหารแรงๆ ในวันแรกต้องนึ่งไข่ปนกับอาหารเพื่อให้มีกลิ่นคาวของไข่ให้กินประมาณ 2-3 วัน สาดอาหารให้กุ้งเพื่อให้รู้จักว่ากลิ่นนี้เป็นกลิ่นอาหาร และที่ต้องนึ่งไข่ผสมไปช่วงแรกเพราะตอนลูกกุ้งอยู่ในโรงเพาะฟักก็กินไข่ เมื่อกุ้งชินก็จะให้อาหารเพียงอย่างเดียวให้กินอาหารกุ้งกุลาดำ 1 ลูก (10 กก.) แล้วแต่ปริมาณกุ้งเพราะถ้าปล่อยลูกกุ้งเยอะให้อาหารวันเดียวก็หมด หลังจากนี้ก็เริ่มให้เป็นอาหารเม็ดกุ้งก้ามกรามเบอร์ 1 ไปจนถึงเบอร์ 3 แล้วก็จะเริ่มโม่อาหารให้กินเอง

ไพร ขมิ้นชัน ฟ้าทลายโจร
"สำหรับอาหารที่โม่ให้กินจะใช้หน้าแว่นเบอร์ 3 ครึ่ง ส่วนผสมมีหัวอาหารไก่ 2 ลูก หัวอาหารไก่เนื้อ 30 กก. หัวอาหารเป็ด 30 กก. ปลายข้าว 30 กก. โม่ผสมกับปลาสด 100 กก. และใส่สมุนไพรอย่างละ 1 ขีด แล้วมีอาหารเสริมเร่งการเจริญเติบโต วิตามิน แร่ธาตุใส่เพิ่มเข้าไปอีกผึ่งไว้ให้แห้ง ยาสมุนไพรพอผสมแล้วสามารถตากแดดได้ไม่เกิดการสูญเสียเหมือนสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ จะใช้ได้ประมาณ 3-5 วัน ก็ผสมใหม่ หากช่วงนั้นมีกุ้งเริ่มลอยตายขึ้นมา 150-200 ตัว ก็จะใส่สมุนไพรเพิ่มขึ้น เคยใส่อย่างละ 1 ขีด เพิ่มเป็น 3 ขีด ถ้ากิน 3 วันไม่หายก็ใส่อย่างละครึ่งกก. หรือถ้าไพร ขมิ้นชัน ฟ้าทลายโจร เอาไม่อยู่ก็เสริมพญายอเข้าไปเพื่อแก้อาการ
อักเสบ เหงือกบวม"
สำหรับคุณภาพน้ำจะใช้จุลินทรีย์ที่ทำขึ้นมาใช้เองโดยนำผักบุ้ง 10 กก. ต้นกล้วย 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. นำมาหั่นใส่รวมกันแล้วใส่น้ำผสมเข้าไปปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน แล้วก็กรองเอาแต่น้ำไปใส่ในบ่อ
"จุลินทรีย์ 100 ลิตรต้นทุนประมาณ 40 บาท พอทำถังแรกแล้วเริ่มเอาไปใช้อีกอาทิตย์หนึ่งก็เริ่มทำถังต่อไปเรื่อยๆ ตรวจเช็คดูสภาพน้ำว่าเป็นอย่างไรขณะเช็คอาหารโดยเอาสวิงช้อนดูว่าหมดหรือยัง ถ้าเจออาหารเหลือเม็ดเดียวก็ไม่หว่านให้กินแล้ว ยิ่งถ้าวันไหนอาหารเหลือทั้ง 3 บ่อ เราได้เงินแล้วค่าอาหารกลับมาแล้ว 2,000 บาท เพราะไม่ต้องไปหว่านให้กุ้งกินแล้ว"

ใช้มะละกอเร่งลอกคราบ
ถ้าจะเร่งลอกคราบจะใช้มะละกอ (สุก) 10 กก. กล้วยน้ำหว้า (สุก) 10 กก. ฟักทอง (แก่) 10 กก. สับปะรด (สุก) 10 กก. แล้วปลาทะเล 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. ใส่เครื่องโม่คลุกเคล้าให้เข้ากัน ถ้าจะให้ดีใส่น้ำมะพร้าวอ่อน 1-2 ลูก เทลงใส่ถังปิดฝาทิ้งไว้ 15 วันแล้วก็นำมาใช้
"ตอนให้อาหารต้องสังเกตดูบางทีเคล้าใส่อาหารครั้งหนึ่งหยุดไป 3 วัน แล้วดูสภาพกุ้งพอเราช้อนดูอาหารแล้วมีกุ้งติดขึ้นมาถ้านิ่มแล้วก็หยุดเคล้ารออีกสองวัน แล้วช้อนใหม่ดูว่านิ่มไหมถ้าไม่มีนิ่มแปลว่าบ่อนี้รับได้วันเว้นวันก็จะให้สลับไปอย่างนี้ ผลของมันจะรู้เลยว่ากุ้งผิวสวย ลอกคราบดี โตเร็วกว่าเดิม"

คัดไซซ์ขาย
วิธีการคัดไซซ์ขาย พอ 4 เดือนครึ่งจะคัดตัวเมียและตัวผู้แยกกันทั้ง 3 บ่อ จับแต่ตัวเมียขายจะได้ไซซ์ประมาณ 100 ตัวต่อกก. ที่เหลือเทลงไปในบ่อเลี้ยงต่ออีกประมาณ 45 วัน ก็จะเริ่มลากใหม่ครั้งที่ 2 คราวนี้ต้องจับเฉพาะตัวโตก่อนจะได้ไซซ์ ตัวเมียประมาณ 60-70 ตัวต่อกก. ตัวผู้ประมาณ 30 ตัวต่อกก. ครั้งที่ 3 จะได้ไซซ์ตัวผู้ประมาณ 17 ตัวต่อกก. ส่วนตัวเมียประมาณ 50-60 ตัว แล้วก็จะเริ่มมีกุ้งบางลงแล้ว
"บางทีกุ้งในบ่อชำขนาด 5 ไร่ เริ่มน้อยแล้วก็ลากไปรวมกันเพื่อทำบ่อใหม่เตรียมลงอีกรอบหนึ่ง ทำไปเรื่อยๆ เป็นวงจรทุกๆ 45 วัน เหมือนกับข้าราชการรับเงินเดือนแต่งานไม่อยู่ในบังคับของใคร อย่างวันนี้เราไม่อยากทำเราก็นอน เหนื่อยก็พัก กุ้งอดอย่าไปเครียดต้องเลี้ยงตามสภาพไปถ้าไม่ป่วยก็ไม่ต้องให้ยา ดินไม่เสียก็ไม่ต้องลงจุลินทรีย์"

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ
ลงกุ้งใหม่ถ้าเตรียมน้ำไว้สูงก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำในช่วงแรก พอประมาณ 1 อาทิตย์ก็เติมเข้าได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ถ้ากุ้งใหญ่อายุ 4 เดือน จะเติมวันละ 1 ชั่วโมง ใช้ท่อ 8-12 นิ้ว เติมเข้าประมาณ 5 ซม. และในช่วง 4 เดือนครึ่งที่คัดไซซ์ครั้งแรกจะปล่อยน้ำออกแล้วเติมน้ำเข้าเต็มที่เลย
"เราทำงานแบบไม่ยุ่งยากถ้าคนที่ฟังเราพูดเหมือนจะยากแต่ง่ายนะเวลาว่างเยอะ พอคิดถึงเงินข้างหน้าแล้วจะทำได้เอง เราเลี้ยงกุ้งมาประมาณ 30 ปี แบบระบบครอบครัวมาตั้งนาน แต่มาเลี้ยงแบบใช้สมุนไพรประมาณ 2-3 ปี เมื่อก่อนใช้สารเคมีไม่ใช้สมุนไพรนะเวลากุ้งตายมีแต่สารเคมีลองกินดูรสขมมาก เลยมานั่งคุยกันว่าไม่ไหวอย่างนี้คนซื้อกุ้งเราไปกินแล้วบาปมากเลยหันมาใช้สมุนไพรมาเลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็ได้ผลดีทีเดียว"
คุณชำนาญ บอกว่า สูตรสมุนไพรที่ใช้ทั้งหมดราคาไม่เกิน 1,000 บาท สามารถให้กุ้งกินได้จนถึงจับ ผมมองว่าถ้ากุ้งตายหากมีสติก็จะไม่เสียสตางค์ การหันมาใช้สมุนไพรทำให้เรารู้ว่าสมุนไพรต่างๆ เหล่านี้มีสรรพคุณที่ดีมาก เช่นพญายอก็ใช้แก้อักเสบ ไพรช่วยให้เจริญอาหาร ขมิ้นชันช่วยเคลือบกระเพาะ, ลำไส้ ฟ้าทลายโจรแก้ไข้, ท้องเสีย ถ้ากุ้งมีขี้ขาวจะใช้ได้ผลดีมาก ส่วนสับปะรดมีวิตามินซีช่วยฟอกเหงือกกุ้งด้วย