เช็คอาหารกุ้งกุลาด้วยช้อนแกง โดย คุณภิณญา
หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

เช็คอาหารกุลาด้วยช้อนแกง

การเช็คยอเพื่อปรับอาหาร ต่างคนต่างก็มีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป ใครจะชั่งอาหารใส่ยอเท่าไหร่ กำหนดระยะเวลาเช็คยอเท่าใด ตรงนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน ดังเช่น คุณภิณญา ฉิมมารักษ์ ฟาร์มตั้งอยู่เลขที่ 49/4 ม.4 ต.หนองตีนนก อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา 24140 โทร. 0-1590-4893 ท่านก็มีเทคนิคเฉพาะตัว คือท่านใช้ช้อนแกงเช็คอาหาร แถมยังเช็คอาหารได้อย่างแม่นยำ พิสูจน์ได้จากครอปที่แล้วเลี้ยงกุ้งกุลาดำแค่ 80 วัน ได้ไซซ์ 36 ตัว/กก. เลยทีเดียว
คุณภิณญาประกอบอาชีพทำนามาก่อน พอเห็นว่าเพื่อนบ้านเลี้ยงกุ้งได้ดี จึงหันมาเลี้ยงกุ้งดูบ้าง เริ่มจาก 2 บ่อ ปล่อยลูกกุ้งบ่อละ 130,000 ตัว เลี้ยง 4 เดือน ได้ไซซ์ 50-60 ตัว/กก. ได้กำไรประมาณ 3 แสนกว่าบาท เมื่อเลี้ยงครั้งแรกประสบความสำเร็จจึงขยายพื้นที่เลี้ยงเรื่อยมาจนปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งหมด 7 บ่อ

ใช้น้ำเก่าเลี้ยงกุ้ง
คุณภิณญา กล่าวว่า หลังจากจับกุ้งเสร็จแล้ว ก็จะทำการกำจัดพาหะ จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็จะลงปุ๋ยชนิดที่ช่วยสร้างสีน้ำและกดตะกอน อัตราการใช้ 20 กก./ไร่ เสร็จแล้วก็สูบน้ำจืดจากบ่อพักน้ำซึ่งเป็นน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งรอบที่แล้วเข้าบ่อประมาณ 60-70 ซม. แล้วก็ทำการกั้นคอกอนุบาลลูกกุ้งขนาด 4x6 เมตร หลังจากสูบน้ำได้ระดับแล้ว ก็ลงเกลือในคอกประมาณ 2 กระสอบ วิธีการคือจะใช้ไม่ปักแล้วนำกระสอบไปแขวนไว้ จากนั้นก็ใช้มีดกรีดให้น้ำสามารถเข้าไปได้ แล้วเปิดใบพัดตีน้ำไว้ 1 วัน พอเกลือละลายความเค็มในคอกก็จะขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3 พีพีที ซึ่งถ้าใช้เกลือจะปรับความเค็มน้ำสูงสุดแค่ 3 พีพีที เพราะเกลือจะมีความหนืดกว่าน้ำทะเล แต่ถ้าเป็นน้ำทะเลปกติจะปรับความเค็มประมาณ 5 พีพีที
"พอสูบน้ำเข้าบ่อเสร็จแล้วก็สามารถนำเกลือมาลงได้เลยโดยไม่ต้องทำสีน้ำ เพราะเราใช้น้ำเก่าจากการเลี้ยงกุ้งรอบที่แล้ว คือเวลาจับกุ้งเราก็สูบน้ำไปเก็บไว้ในบ่อพักน้ำที่มีปลาคอยบำบัดน้ำในเบื้องต้น โดยจะพักน้ำไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ก็สูบกลับมาใช้เลี้ยงกุ้งรอบต่อไปได้ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำสีน้ำ และไม่ต้องแต่งพีเอชหรืออัลคาไลน์เลย เพราะมันพอดีอยู่แล้ว ปกติที่ฟาร์ม พีเอชที่เหมาะสม จะอยู่ที่ 8.5-9.0 ถ้าต่ำกว่านี้กุ้งจะไม่กินอาหาร ส่วนอัลคาไลน์จะอยู่ที่ 160"
คุณภิณญา กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการเตรียมน้ำประมาณ 3 วัน ก็นำลูกกุ้งพี 15 มาปล่อยอนุบาลในคอกในอัตรา 50,000 ตัว/ไร่ การปล่อยก็ใช้วิธีลอยถุงปรับอุณหภูมิประมาณ 15-30 นาที เสร็จแล้วก็แกะถุงปล่อยลูกกุ้งอนุบาลไว้ในคอกประมาณ 3 วัน จากนั้นก็ค่อยๆ กดผ้าลงทีละนิด โดยกดลง 2 ทางให้น้ำเข้าทางหนึ่งแล้วออกอีกทางหนึ่ง แล้วก็ตีน้ำไปด้วยเพื่อให้น้ำมีการไหลเวียน ปกติจะปรับน้ำครั้งละประมาณ 10 นาทีก็จะดึงผ้าขึ้นเหมือนเดิม ทำลักษณะนี้ไป 3 วัน ก็จะกดผ้าลงให้ต่ำแล้วก็ตีน้ำไปเรื่อยๆ กุ้งจะออกไปเอง และเมื่อปล่อยกุ้งออกไปแล้วประมาณ 3 วัน จึงเก็บผ้าขึ้น

เช็คอาหารกุ้งด้วยช้อนแกง
ุณภิณญา กล่าวว่า การให้อาหารในช่วงของการอนุบาลลูกกุ้งในคอก จะให้มื้อละครึ่งขีด/ลูกกุ้ง 1 แสนตัว โดยจะให้ 2 มื้อ (เช้า-เย็น) และหลังจากปล่อยลูกกุ้งออกจากคอกแล้ว จะให้อาหาร 0.5 กก./ลูกกุ้ง 1 แสนตัว ในการให้อาหารจะหว่านให้รอบบ่อ แต่ถ้าสังเกตดูแล้วว่ากุ้งยังอาศัยอยู่บริเวณคอกเยอะ ก็แบ่งอาหารมาให้บริเวณคอกมากหน่อย ทั้งนี้ จะให้อาหารในอัตรา 0.5 กก./ลูกกุ้ง 1 แสนตัวไปประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นก็จะมีการปรับเพิ่มอาหาร โดยการลงเช็คอาหารที่พื้นบ่อหลังจากให้อาหารไปแล้ว 4 ชม. ถ้ากุ้งกินอาหารหมด มื้อต่อไปจะเพิ่มอาหาร กิโลกรัมละ 1 ช้อนแกง แต่ถ้ากุ้งกินไม่หมดก็ปรับลดอาหารลงมา จนกระทั่งกุ้งมีอายุประมาณ 1 เดือนก็จะปรับอาหารเป็น 4 มื้อ และเริ่มเช็คยอ
"การเช็คยอ ผมจะใช้ช้อนแกงหรือช้อนโต๊ะตวงอาหารใส่ยอ ในอัตรา อาหาร 1 กก./ 1 ช้อนแกง เช็คที่ 3 ชม. ตลอดจนจับ ซึ่งถ้าเช็คยอแล้วอาหารหมด มื้อต่อไปก็จะเพิ่ม 0.5 กก. แต่หากอาหารเหลือสักประมาณครึ่งช้อนแกงก็จะให้อาหารคงที่ไว้ แต่ถ้าอาหารเหลือในปริมาณมาก หรือประมาณ 1 ช้อนแกงขึ้นไป จะลดอาหารลงทันที 1 กก. ทั้งนี้ผมจะลง 2 ยอ/บ่อ ถ้ากุ้งกินอาหารหมดทั้ง 2 ยอ ถือว่าอาหารไม่พอจึงจะให้เพิ่ม แต่ถ้าอาหารหมดแค่ยอเดียวถือว่าอาหารเหลือ มื้อต่อไปก็จะต้องมีการปรับลดหรือให้อาหารคงที่ไว้
สำหรับการปรับเปลี่ยนเบอร์อาหาร ช่วงแรกที่กุ้งอยู่ในคอกจะให้อาหารเบอร์ 1 ประมาณ 4-5 วัน จากนั้นจะเริ่มนำเบอร์ 2 มาผสม แล้วก็เป็นเบอร์ 2 ล้วน ซึ่งผมจะให้อาหารเบอร์ 2 นานสักหน่อย ประมาณสักเดือนกว่าๆ พอเห็นว่ากุ้งเริ่มกินอาหารเบอร์ 3 ได้แล้วก็เปลี่ยนมาให้เบอร์ 3 และพอกุ้งมีขนาดประมาณ 50-60 ตัว/กก. ก็เปลี่ยนมาเป็นเบอร์ 4 และช่วงท้ายๆ ของการเลี้ยงก็ปรับอาหารมาให้เป็นเบอร์ 5 เลย"

เลี้ยง 80 วันได้ไซซ์ 36 ตัว/กก.
คุณภิณญา กล่าวว่า หลังจากปล่อยกุ้งไปแล้ว 10 วัน จะนำจุลินทรีย์ชนิดผง 1 ซอง มาละลายในน้ำ 20 ลิตร แล้วนำมาสาดลงบ่อในช่วงเช้าตอนมีแสงแดด หลังจากนั้นก็จะใช้จุลินทรีย์ทุกๆ 15 วัน จนกระทั่งกุ้งมีอายุ 3 เดือน ก็จะใช้จุลินทรีย์ถี่ขึ้นเป็นอาทิตย์ละครั้งไปตลอดจนจับ
"จุลินทรีย์จะช่วยคุมพื้นบ่อและน้ำไม่ให้เน่าเสีย สีน้ำจะสวยและพีเอชจะนิ่งอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งกินอาหารดีขึ้น นอกจากจุลินทรีย์แล้ว ผมยังนำโปรตีนสกัดมาคลุกกับอาหารให้กุ้งกินทุกวันในช่วงมื้อเช้าและมื้อเย็น ในอัตราโปรตีนสกัด 1 ช้อนแกง/อาหาร 1 กก. โดยผมจะเริ่มใช้เมื่อกุ้งมีอายุ 1 เดือนไปจนจับ ซึ่งโปรตีนสกัดจะมีกลิ่นดึงดูดให้กุ้งเข้ามากินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ครอปที่ผ่านมาผมเพิ่งทดลองนำโปรตีนสกัดมาให้กุ้งกุลาดำกิน 2 บ่อ ปรากฏว่าเลี้ยง 3 เดือน 20 วัน บ่อแรกได้ไซซ์ 36 ตัว/กก. ส่วนอีกบ่อหนึ่งได้ไซซ์ 39 ตัว/กก."

เลี้ยงกุ้งดำความเค็ม 0
สำหรับการควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภิณญา กล่าวว่า เนื่องด้วยระบบการเลี้ยงกุ้งของที่ฟาร์มจะเป็นระบบปิด จึงไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ อาศัยการเติมน้ำอย่างเดียวเมื่อน้ำยุบหรือเมื่อสีน้ำเข้มจัด เติมครั้งละประมาณ 20 ซม. โดยจะเติมช่วงกลางวัน จะไม่เติมน้ำช่วงกลางคืนเป็นอันขาด เพราะเชื้อโรคจะเข้าตัวกุ้งได้ง่าย นอกเสียจากพีเอชสูง ก็จะทำการเติมน้ำตอนกลางคืน และเมื่อมีปัญหาเรื่องน้ำดรอป คือช่วงกลางวันน้ำเขียว พอตกกลางคืนน้ำใส ก็จะนำจุลินทรีย์มาสาดลงบ่อ ก็สามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี
"คนส่วนใหญ่บอกว่าน้ำความเค็มศูนย์จะเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ค่อยโต ตรงนี้ไม่เป็นความจริง เพราะผมได้พิสูจน์แล้ว กล่าวคือ พออนุบาลลูกกุ้งไว้ในคอกได้ 3 วัน ผมก็เปิดคอกปล่อยลูกกุ้งออก ซึ่งจากน้ำความเค็ม 3 พีพีที ก็เปลี่ยนมาเป็นความเค็ม 0 ทันที แล้วผมเลี้ยงกุ้งที่ความเค็ม 0 ต่อไปอีกประมาณ 3 เดือนกว่า กุ้งก็ยังเจริญเติบโต แข็งแรงดี และไม่มีปัญหาอะไร" คุณภิณญากล่าว

ฉบับที่ 10 ปักษ์หลังประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546