หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

ห้องเย็นใจป้ำทุ่ม 34 ล้าน
ซื้อLCMSMS
กรมตรวจสมาคมเก็บเงิน


แฉเบื้องหลังห้องเย็นเรียกเก็บตัวอย่างละ 2,000 บาท เอาไว้ขัดดอกกู้เงินซื้อเครื่อง นักวิชาการประมงมั่นใจ มี 4 เครื่อง ตรวจไม่เกิน 5 วัน รู้ผล
หลังจากทางห้องเย็นออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการออกใบรับรองสินค้าของกรมประมงล่าช้า ทำให้การส่งออกกุ้งเกิดสะดุดเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคากุ้งในประเทศเกิดตกต่ำ กระทั่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา ดร.สิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง ได้ทำการแถลงข่าว ตามที่หนังสือพิมพ์กุ้งไทยรายงานไปแล้วนั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการตรวจไนโตรฟูแรน ของกรมประมง มีเครื่อง LCMSMS เพิ่มเป็น 4 เครื่องจริง ทำให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น แต่ตัวอย่างที่ส่งเข้าตรวจน้อยลง เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายตัวอย่างละ 2,000 บาท

เด็กกรมฯครวญทำงานหนักตลอด
คุณสุภาน้อย สันติพิริยาภรณ์ นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหาร กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ กรมประมง ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง LCMSMS กล่าวว่า "ตนขอเถียงเลยว่าเราไม่เคยทำงานล่าช้าถึงขนาดมีตัวอย่างค้างถึง 4,000 ตัวอย่าง อย่างที่เคยเป็นข่าว ซึ่งตัวอย่างที่ค้างมันมีหลายกรณีทั้ง ตัวอย่างที่ขอตัวสอบพิเศษ มอริเตอร์ของโรงงานบ้าง จริงแล้วค้างเพียง 1,300 ตัวอย่างเท่านั้น ตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องสารตกค้างไนโตรฟูแรนและคลอแรมฟีนิคอล เราไม่เคยหยุดงานเลยเสาร์-อาทิตย์ก็มาทำงานตลอด วันธรรมดาก็เลิกงาน 2-3 ทุ่มทุกวันไม่เชื่อให้ถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้"

สินค้ากุ้งตรวจหมดกระทั่งกะปิ
คุณสุภาน้อย กล่าวถึงการตรวจสอบว่า การตรวจหาสารไนโตรฟูแรนทั่วทั้งประเทศจะส่งเข้ามาตรวจที่กองควบคุมอาหารทั้งหมด และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกุ้งทั้ง กุ้งสด กุ้งแปรรูป กุ้งอบแห้ง กุ้งแช่ กะปิ หลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก ถ้าไม่มีใบรับรองจะไม่สามารถส่งสินค้าไปต่างประเทศได้ เพราะว่าถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่มาจากกุ้ง ต้องมีการวิเคราะห์ไนโตรฟูแรน เพราะต่างประเทศจะเข้มงวดเรื่องนี้มาก

ขั้นตอนการตรวจสอบ
ส่วนขั้นตอนในการตรวจสอบ ทางผู้ส่งออกโรงงานทำการยื่นหนังสือขอส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ไนโตรฟูแรน และส่งตัวอย่างมาที่กรมประมงแล้วเจ้าหน้าที่จะทำการติดรหัสไว้ที่ตัวอย่าง เพื่อไม่ให้ผู้ตรวจสอบทราบว่าตัวอย่างนั้นมาจากบริษัทใด ป้องกันการสมยอมระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ส่งออก จากนั้นจะส่งให้ฝ่ายกายภาพทำการเตรียมตัวอย่าง และเช็ดผลิตภัณฑ์กับรหัสตรงกันหรือไม่ และส่งให้ฝ่ายเคมีตรวจสอบวิเคราะห์ตัวอย่างและส่งผลให้กับทางฝ่ายจุลวิทยา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้กับผู้ส่งออกทราบว่าตัวอย่างที่ส่งตรวจผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าไม่ผ่านจะแจ้งให้ผู้ส่งออกทราบและจะส่งสินค้ารุ่นนั้นไปต่างประเทศไม่ได้ และให้ทำแผนการแก้ไขกลับมา ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมาทางกรมฯ ได้มีนโยบายในการตรวจสอบและออกใบรับรองให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน คือใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่าง 1 วัน สกัดตัวอย่าง 1 วัน วิเคราะห์ตัวอย่างจากเครื่อง 1 วัน และประมวลผลจากเครื่องอีก 1 วัน

ห้องเย็นให้เครื่องพร้อมเก็บเงิน
คุณสุภาน้อย กล่าวว่า ตอนนี้มีเครื่อง LCMSMS ทั้งหมด 4 เครื่อง เป็นเครื่องของกรมประมง 2 เครื่อง และอีก 2 เครื่อง เป็นของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง "เมื่อก่อนที่เรายังไม่ได้ 2 เครื่องนี้มาจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง เราทำงานอยู่ตรงนี้ 5 คนเท่านั้นและตัวอย่างมันมากกว่านี้ด้วย เมื่อสมาคมนำเครื่องมาให้พร้อมกับคนงานที่สมาคมว่าจ้างอีก 12 คน โดย 3 คนจะมาช่วยงานที่ทำตรงนี้ กรมประมงจะมีหน้าที่วิเคราะห์และส่งสถิติข้อมูลแก้สมาคม จากนั้นทางสมาคมจะเรียกเก็บเงินกับผู้ส่งสินค้าเข้ามาตรวจสอบเอง เก็บตัวอย่างละ 2,000 บาท แต่กรมฯ จะได้ประโยชน์ที่ว่า เราไม่ต้องจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สารเคมีที่ใช้ในการวิเคราะห์ไนโตรฟูแรน ทางสมาคมจะเป็นผู้ออกให้"
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าจากเดิมกรมประมงเคยเรียกเก็บเงินผู้ส่งตัวอย่างตรวจหรือไม่ คุณสุภาน้อย กล่าวว่า "กรมประมงไม่เคยเรียกเก็บเงินมาก่อนเลย ถ้าเก็บถือว่าเป็นความผิด เราให้บริการมาหลายปี ไม่เคยเรียกเก็บเงินลูกค้าที่ส่งเข้ามาตรวจ นั้นเป็นนโยบายของรัฐ"

ถูกเก็บเงินตัวอย่างน้อยลง
คุณสุภาน้อย กล่าวว่า "ก่อนที่สมาคมจะเรียกเก็บเงินมีตัวอย่างเข้ามาให้ตรวจ 200-300 ตัวอย่าง/วัน เฉพาะที่ตรวจไนโตรฟูแรน หลังจากสมาคมเรียกเก็บเงินทางบริษัทได้ลดปริมาณตัวอย่างที่ส่งตรวจลงเหลือประมาณ 100 กว่าตัวอย่าง/วัน หายไปประมาณ 40-50% เพราะว่า 1.คิดว่าเขาเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ จากเมื่อก่อนนี้ไม่ต้องเสีย 2.จากเมื่อก่อนนี้ 200-300 ตัวอย่าง/วัน บางบริษัทส่งมาถึง 90-100 ตัวอย่าง ซึ่งใน 90-100 ตัวอย่าง อาจไม่ใช้ตัวอย่างที่ส่งออกทั้งหมด เป็นการส่งตัวอย่างมาเพื่อตรวจสอบสินค้าว่าซื้อมาจากฟาร์มนี้ดีไหม มีสารตกค้างหรือไม่ เป็นการตรวจคุณภาพสินค้าธรรมดา นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากฟาร์มซีโอซี ที่กรมประมงเป็นผู้ตรวจสอบ และกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศที่นำมาผลิตในไทย เราก็ตรวจอยู่แล้ว เราไม่ได้ตรวจสอบสินค้าส่งออกอย่างเดียวมีทั้งสินค้านำเข้าและใช้ในประเทศด้วย"
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อมีเครื่อง LCMSMS ทั้งหมด 4 เครื่อง จะทำให้งานเร็วขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงไหน คุณสุภาน้อย กล่าวว่า "สามารถตรวจสอบได้โดยไม่มีปัญหา นโยบายใหม่จะทำการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 5 วันเท่านั้น ยืนยันว่าภายใน 2 วัน ก็จะรู้ผลได้แล้ว เพราะตัวอย่างมีจำนวนน้อยลง"

"ผณิศวร" บอก 5 วัน ยังช้าไป
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า "เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ทางกรมฯ มีการแถลงข่าวว่าจะทำการเคลียร์ตัวอย่างที่เหลือให้เสร็จก่อนวันที่ 15 พ.ย. และต่อไปถ้าใครมาตรวจจะทำให้เสร็จภายใน 5 วัน และภายใน1 วัน จะรับตัวอย่างได้ 240 ตัวอย่างแล้วนำมาคูณกับ 5 วัน ก็คือ 1,200 ตัวอย่าง ซึ่งยังค้างอยู่ในระบบ แล้วมันจะเร็วขึ้นหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำให้ให้สะดวกในการส่งออกหรือไม่ ดร.ผณิศวร กล่าวว่า มันขึ้นอยู่กับว่าตรวจอะไร ตรวจอย่างไร ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมได้ตกลงกันว่าจะเซฟ ด้วยการขึ้นทะเบียนมีการซื้อเฉพาะกลุ่มในระบบ จุดประสงค์คือเมื่อเข้าระบบหมดแล้วไม่ต้องมาตรวจที่ปลายทาง ถ้าทุกคนมีจุดนี้เป็นเป้าหมายร่วมกันก็เป็นที่เข้าใจกันหมด ทุกอย่างก็จะดีขึ้น การตรวจปลายทางไม่ใช่เรื่องสนุก ถ้าทำได้ดีที่สุดต้องตรวจตั้งแต่ต้นทางและทำอย่างไรให้ระหว่างทางมันไม่มีปนเปื้อนอีก

ทุ่ม 34 ล้าน ซื้อ LCMSMS
ผู้สื่อข่าวถามถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบตัวอย่างละ 2,000 นั้น ดร.ผณิศวร กล่าวว่า "มันต้องมีต้นทุน แต่เดิมกรมประมงเขาตรวจโดยไม่เก็บเงิน ที่สมาคมซื้อเครื่อง LCMSMS ให้ไป เราบอกว่าเงินที่เอามาซื้อก็คือเงินยืมมา เราต้องจ่ายดอกเบี้ยเขา ถ้าให้ราชการจัดซื้อจะกินเวลานานมาก ก็ต้องให้เอกชนจัดซื้อเป็นเงินถึง 34 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งจ่ายสดไปแล้วอีกส่วนก็คงใช้พลางจ่ายพลางไป ส่วนค่าตรวจตรงนี้คำนวณต้นทุนเราคิดตัวอย่างละ 2,000-2,300 บาท ซึ่งยังไม่แน่ต้องมีการประชุมกันต่อ แต่เป็นค่าตรวจที่ถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ หากเทียบกับแลปเอกชนที่อื่น คือทางกรมประมงบอกว่าไม่สามารถเก็บเงินได้ก็ไปหาวิธีมาก็แล้วกัน สมาชิกจะตรวจจะจัดการเองก็โอเค ผมก็มีความคาดหวังว่าจะดีขึ้น ถ้าเสียเงินแล้วไม่เร็วขึ้นแสดงว่าผิดคาด ค่าใช้จ่ายทั้งเงินเดือนคนงานประจำเครื่อง ค่าเครื่อง ทั้งหมดไม่ใช่เงินงบประมาณ ไม่ใช่เงินรัฐบาล ไม่ใช่ของกรมประมง เป็นเงินของคนที่เอามาตรวจ แต่กรมประมงมีหน้าที่ควบคุมการตรวจสอบไม่ให้มั่วไม่ใช่ซี้ซั่วตรวจเสียชื่อกรมประมง จะให้ไปตรวจกับเอกชนก็ยังไม่มีแลป เมื่อเครื่องนี้มานอกเหนือจากการตรวจกรมประมงจะนำไปใช้งานอื่นก็ได้ก็เป็นประโยชน์ร่วมไป"

ฉบับที่ 10 ปักษ์หลังประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546