สรุปสั้น งานสัมมนากุ้งตะวันออกแฟร์ ครั้งที่ 8 (ตอนที่ 1)
วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม 2547
โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ซิตโต้กรุ๊ป

สรุปย่อ สัมมนา งานกุ้งตะวันออกแฟร์ ครั้งที่ 8 ตอนที่ 1
โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล (ซิตโต้กรุ๊ป)
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2547

***จาก ความรู้สึกที่ไปงานนี้ ครั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสนใจที่จะเข้าห้องสัมมนา มากกว่าการเดิน ชมบู๊ธ เนื่องจาก ทุกคน ต้องการรู้ และเข้าใจในความเคลื่อนไหวของธุรกิจ ตลอดจนแนวทางในการลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้งของตนเอง ไม่ต้องแปลกใจหากห้องสัมมนาจะเต็มไปด้วย ผู้เลี้ยงกุ้งจากหลากหลายพื้นที่ แต่ส่วนชั้นแสดงสินค้ากลับมีผู้คนบางตา และนี้คือข้อมูลที่เก็บ และจับจดจากงานครั้งนี้ แม้จะไม่ละเอียดนักแต่พอเป็นแนวทางที่จะทำให้ท่านผู้อ่านได้ทราบความเป็นไปของข้อมูลที่ได้มีการเปิดเผยในงานวันกุ้งตะวันออกแฟร์ ครั้งที่8....


*วิกฤตอย่างนี้รวมกลุ่มแล้ว สร้างโอกาสได้อย่างไร*

บรรยายโดย คุณสุรัตน์ ธวัชสานนท์ คุณวิชัย โภชนกิจ ดร.สุธีวัฒน์ สมสืบ คุณปราโมท ร่วมสุข

*กุ้งไทย จะรอดได้อยู่ที่ตัวเกษตรกร จำเป็นต้องรวมพลัง ปรับตัว เป็นกลุ่ม เป็นองค์กร เพื่อการง่ายต่อการควบคุมและตกลงกันในกลุ่ม ปัญหาที่เราเจอคือ เราเลี้ยงกุ้งได้ไม่ตรงกับความต้องการตลาด (ตลาดที่ว่าคือตลาดต่างประเทศ) การรวมกลุ่มเมื่อรวม กันได้ เราก็สามารถคุยกับตลาดว่าเขาต้องการอย่างไร อีกทั้งเมื่อเป็นกลุ่มเรายังสามารถคุยกับโรงเพาะ ให้ทำลูกกุ้งคุณภาพให้กับกลุ่มของเราได้ เราสามารถคุยกับห้องเย็น-โรงงานแปรรูป ได้ ตัวอย่างที่น่าสนใจของกลุ่มที่รวมกลุ่มแล้วได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งบางกะไชย กลุ่ม ซีโอซีจังหวัดระยอง ซึ่งพวกกลุ่มเหล่านี้สามารถติดต่อ หรือทำข้อตกลงกับ ตลาดห้องเย็น กับโรงเพาะลูกกุ้งคุณภาพได้
*สถาบันกุ้งแห่งชาติ ที่หลายๆคนถามถึง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตัดงบประมาณ
ในปัจจุบัน กรมประมงได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในหลายๆด้าน เช่นกัน
เช่น- ส่งเสริมให้ความรู้ เกษตรกรเป็นกลุ่ม
-การออกเอกสาร อนุญาตให้กลุ่มชมรมที่แน่นอน สามารถออกเอกสารสมาชิกได้
-อีกทั้งยังสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรต่างๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น ธกส หรือ เอสเอ็มอี
-ในอนาคต กรมประมงอาจปรับระบบการผลิตโครงสร้างทั้งหมด โดยขอให้กลุ่มต่างๆได้ร่วมแชร์พื้นที่เพื่อให้ระบบออกมาได้มาตรฐาน และเกิดประโยชน์สูงสุด
สินค้ากุ้งไทยในปัจจุบัน เราควรมีความพอดีของกุ้ง ขาว และกุ้งกุลาดำ นั้นคือกุ้งขาวต้องมี ไว้แข่งกับกุ้งราคาถูก ส่วนกุ้งกุลาดำ เราต้องสร้างให้เป็น พรีเมี่ยมเกรด (เกรดชั้นสูง)
และการที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการบริโภคกุ้งขาวในตลาดประเทศไทย ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่เกษตรผู้เลี้ยงกุ้งขาว ควรทำต้นทุนไม่ให้สูงกว่า 80 บาท ต่อกิโลกรัม ตรงนี้กรมประมงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการหาแนวทางการผลิต

ภาวะตลาดกุ้งในต่างประเทศ
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช (ส.แช่เยือกแข็ง) นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย(ส.กุ้งไทย) และ นพ.ประเสริฐ ริมชลา(สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี)

เรื่องของการฟ้องทุ่มตลาด มีการยื่นเรื่องถึง 600 หน้า
และถ้าประมงอเมริกาชนะ การเก็บภาษีกุ้งเข้าอเมริกา อาจจะเป็นดังนี้
บราซิล 40-230 %
จีน 119-267%
เอกวาดอร์ 104-207%
อินเดีย 102-130%
เวียดนาม 30-99%
ไทย 66%
ถ้ามีการรับเรื่องและนำมาพิจารณา อย่างเร็วที่เราจะรู้ผล ว่าจะต้องเสีย ภาษีเท่าไหร่แน่ๆประมาณ เดือน มิถุนายน หรือกรกฏาคม 2547 หากคิดทบไปทบมา รวมถึงการคิดภาษีย้อนหลัง การบังคับใช้ภาษีอัตราใหม่จะเริ่ม กลางเดือนมีนาคม 2547 ด้วยเหตุนี้เองทำให้ ผู้นำเข้ากุ้งของอเมริกา ต้องรีบนำกุ้งเข้าก่อน มีนาคม ส่วนไทยเราห้องเย็นก็ต้องรีบส่งออกก่อน กลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเรือจะได้ถึงก่อน มีนาคม ที่อเมริกา ตอนนี้ราคากุ้งจึงสูงขึ้น แต่มองว่าเป็นช่วงสั้นๆเท่านั้น หลังจากนั้นราคาคงลดลงมา ยังเดาราคาไม่ออก ว่าเท่าไหร่ โอกาสดีของคนมีกุ้งในบ่อ ตอนนี้จะเห็นว่าราคาสูงขึ้น

***ใน 6 ประเทศที่โดนฟ้อง ดูจากรูปการณ์ไทยน่าจะดีกว่าเขา รัฐบาลนี้ได้พยายามเต็มที่ โดยมีกิจกรรมต่างๆที่เช่น
-การเชิญผู้เกี่ยวข้องการนำเข้า กากถั่วเหลือง มาประชุมหารือ เนื่องจาก เรานำเข้า กากถั่วเหลือง จากอเมริกามากที่สุด แล้วกากถั่วเหลือง อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบในอาหารกุ้งเช่นกัน
-กระทรวงพานิชย์จำนำ และประกันราคากุ้ง
***ในอนาคต ไทยเราต้องมองหาตลาดอื่นๆที่จะไปแทนตลาดอเมริกา เช่น เพิ่มเข้าไปในญี่ปุ่น อียู ออสเตรเลีย เป็นต้น
หากมีใครตั้งคำถามว่า กุ้งชนิดใดที่มีผลจากการฟ้อง ฯ คงตอบได้ว่า กุ้งดิบ (ทั้งกุลาดำและกุ้งขาว)โดนหมด
***ปี2547 คนเลี้ยงกุ้งควรเลี้ยงกุลาดำหรือกุ้งขาวดี
-ดร.ผณิศวร กล่าวว่า กุ้งไหน ที่เลี้ยงแล้วเกษตรมีกำไร ก็เลี้ยงกุ้งนั้น แต่ต้องเข้าใจนิดว่า กุ้งไหนที่เป็นที่นิยม หรือบริโภคเป็นส่วนใหญ่ ก็จะขายง่าย แต่เรื่องต้นทุนการเลี้ยงกุ้งชนิดนั้นต้องมาว่ากันใหม่
- คุณสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงไทยควรเน้นเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เพราะยังเป็นที่ต้องการของตลาด เราต้องมีกุลาดำในไทย และเราต้องมองว่าจะทำอย่างไร ให้กุ้งกุลาดำ แตกต่างจากกุ้งทั่วไป เช่น เราต้องสร้างภาพกุ้งกุลาดำ เป็น กุ้งพรีเมี่ยมเกรด หรือเกรดระดับสูง เป็นต้น


ทิศทางธุรกิจกุ้ง ปี2547
คุณพินิจ กังวาน ( ซีพี) คุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ(ไทยยูเนี่ยน) น.สพ.วิชัย ลาภจตุพร

ข้อมูล คุณพินิจ กังวาน

ลองย้อนรอย กุ้งในไทย
ปี2544 กุ้งกุลาดำเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการโตช้า เลยมีการนำกุ้งขาวเข้ามาในไทย
ปี 2545 กุ้งกุลาดำมีปัญหาโตช้า ต้นปีกุ้งขาวเสียหายเนื่องจากลูกกุ้งไม่มีคุณภาพ เลยมีการอนุญาติให้นำเข้าแม่กุ้งขาวSPFปลอดเชื้อเข้า ปลายปีเริ่มมีลูกกุ้งคุณภาพดี ผลผลิตเพิ่มดีขึ้น
ปี 2546 กุ้งขาวจากลูกกุ้งคุณภาพให้ผลผลิตดี ราคากุ้งขาวขึ้น 40 ตัว/กก ราคา 180 บาท ทำให้การเลี้ยงกุ้งขาวกระจายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปลายปี ราคาดิ่งเหว
ประมาณการผลผลิต ปี 2546
กุ้งกุลาดำ 176,059 ตัน
กุ้งขาว 185,302 ตัน
รวม 361,361 ตัน
หรือเราจะจำง่ายๆก็คือ ปี 2546 เรามีผลผลิตกุ้งดำ 170,000 ตัน กุ้งขาว 180,000 ตัน รวม 350,000 ตัน
แล้วปี 2547 ควรเลี้ยงอะไร ??????
มองว่าควรเลี้ยงกุ้งทั้งสองชนิดดีที่สุด
**ทางด้านการตลาด เนื่องจาก กุ้งขาวเป็นที่ต้องการของตลาด ในการทำสินค้ามูลค่าเพิ่ม เนื่องจากให้เนื้อมากกว่ากุลาดำถึง 5%
-กุ้งขาวมีคู่แข่งมาก แต่กุ้งกุลาดำมีคู่แข่งน้อยกว่า
-กุ้งขาวควรจะเลี้ยงที่ขนาด 45 ตัว/กก ส่วนกุ้งกุลาดำควรเลี้ยงที่ขนาด 40 ตัว/กก
ทางด้านเทคนิค ทั้งประเทศมีเขตการเลี้ยงที่เหมาะสม กับกุ้งกุลาดำ และขาวแตกต่างกัน ควรมีการแบ่งเขตการเลี้ยงให้ชัดเจน
ศักยภาพการผลิต
กุ้งกุลาดำ สามารถผลิตกุ้งขนาดใหญ่ได้ และราคากุ้งมีความเสถียร หรือ คงตัวมากกว่ากุ้งขาว
กุ้งขาว สามารถผลิตได้มาก แต่ขนาดทำให้เป็นขนาดกลาง และเล็ก
ทิศทางการเลี้ยงกุ้งขาวให้ได้ผลผลิตดี ในปี2547
ต้องเลี้ยงให้กุ้งได้ขนาดโตหรือผลผลิตต่อพื้นที่สูง*
เลี้ยงแบบปล่อยบาง
- 40,000 ตัว/ไร่ ถ้าควบคุม ออกซิเจน O2 ในระดับ 3 ppm.
- 60,000 ตัว/ไร่ ถ้าควบคุม ออกซิเจนO2 ในระดับ 4 ppm.
-100,000 ตัว/ไร่ ถ้าควบคุม ออกซิเจนO2 ในระดับ 5 ppm.
เลี้ยงแบบหนาแน่นสูง
-ปล่อยกุ้งให้แน่นกว่าเดิมมากกว่า 150,000 ตัว/ไร่
-มีการจับกุ้งออกบ้าง (Partial harvest) เมื่ออายุ 90 วัน
-จับครั้งสุดท้ายที่ 120 - 145 วัน กุ้งจะอยู่ที่ 40 ตัว/ก.ก.

กลยุทธ การเลี้ยงกุ้งขาว แบ่งตามคุณสมบัติฟาร์ม
1.ฟาร์มที่มีความพร้อม
2. ฟาร์มที่อยุ่ในเขตความเค็มต่ำ
สำหรับฟาร์มที่มีความพร้อม
รูปแบบที่หนึ่ง ปล่อยกุ้ง 100,000 ตัว /ไร่ อัตรารอด 70% ตีประมาณ 70,000ตัว จับที่ ไซส์ 45ตัว/กก. จะได้นำหนักทั้งสิ้น 1,555 กก/ไร่ ต้นทุน 90 บาทต่อกิโลกรัม ที่ขนาด 45ตัว/กก. ขายได้ 150บาทต่อกิโลกรัม กำไร 60 บาท/กก คิดเป็นเงินกำไรทั้งหมด 93,300 บาท/ไร่ อย่างนี้อยู่ได้

รูปแบบที่สอง ปล่อยกุ้ง 150,000 ตัวต่อไร่ รอด80% ได้กุ้งประมาณ 120,000 ตัว
แบ่งจับ50% ตอนกุ้งได้ไซส์ 60 ตัว/กก. ตีได้ออกมา 1,000 กิโลกรัม/ไร่(ขายก่อน)
อีก 50% เราเลี้ยงต่อ จนได้ไซส์ 40 ตัว /กก จับได้ 1,200 กก/ไร่
ทำไมเราต้องจับกุ้งตัวเล็กออก คำตอบคือ เพื่อให้กุ้งขาวที่เหลือโตเท่ากับกุ้งที่ปล่อยบาง

สำหรับฟาร์มที่อยู่ในเขตความเค็มต่ำ ควรปล่อย ลูกกุ้งขาว 70,000 ตัวต่อไร่ อัตรารอด 70% ได้ 49,000ตัว จับที่ 50 ตัวต่อกิโลกรัม ได้ปริมาณกุ้งหนักทั้งหมด 980 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุน 70 บาทต่อกิโลกรัม ขายได้ ที่ 150 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นกำไรทั้งหมด 44,100 บาท ต่อไร่
กุ้งขาวปี2547 จะดีได้ต้อง..oเตรียมบ่อดีoป้องกันพาหะที่จะมาทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศoเลือกแต่ลูกกุ้งสายพันธุ์ดีoให้อากาศอย่างเพียงพอคือไม่ต่ำกว่า 5 ppm. ตลอดวันoอัลคาลินิตี้ ต้องไม่ต่ำกว่า 120 ppm.oปรับลดอาหารให้ทันสถานะการณ์oควบคุมคุณภาพน้ำให้พอเหมาะตลอดการเลี้ยง

กลยุทธการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 2547
ต้องทำกุ้งกุลาดำให้ได้ไซส์ ขนาดใหญ่ ประมาณ 30-40 ตัวให้ได้
ตัวอย่างเช่น
ปล่อยกุ้ง 40,000 ตัว/ไร่ ตีอัตรารอด 60% จะเหลือกุ้งประมาณ 24,000 ตัว เมื่อจับ ไซส์ 30 ตัว/กก ประเมินผลผลิตที่ 800 กก/ไร่ จับกุ้งไซส์30 ตัวราคาประมาณ 255 บาท/กก โดยเราประเมินต้นทุนแล้ว 130 บาท/กก จะได้กำไร 100,000 บาทต่อไร่

ทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ดี
1.คัดเลือกพันธุ์กุ้งที่ดี
2.อัตราการปล่อยที่เหมาะสม 20 - 25 ตัว/ตรม. เพื่อเลี้ยงให้ได้ตัวโต
3.ฆ่าเชื้อและพาหะก่อนปล่อยกุ้งและป้องกันเชื้อเข้าฟาร์ม
4.ปรับและรักษาสภาพน้ำให้เหมาะสมและนิ่ง
5.รักษาระดับออกซิเจนในน้ำให้มากกว่า 5 ppm ตลอดการเลี้ยง
6.ปรับการให้อาหารกุ้งตามสภาพความเป็นจริง
7.ปรับปรุงดินพื้นบ่อโดยการตากบ่อ ไถพลิก เพื่อลดปริมาณก๊าซพิษในบ่อพร้อมน้ำ และเพิ่มแร่ธาตุความจำเป็น

ข้อมูลคุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ
ยืนยันว่า อนาคตธุรกิจกุ้งไทย ยังมีความหวัง กุ้งกุลาดำนั้น ไทยยังเป็นหนึ่งในโลก
*ควรจับกุ้งขาว และกุ้งกุลาดำก่อน 5 กุมภาพันธ์ 2547 หากต้องการราคาที่ดี
ปัญหาการฟ้อง ทุ่มตลาดกุ้ง ในอเมริกา ครั้งนี้ประเทศอิโดนีเซียไม่โดนเพราะ อินโดฯส่งกุ้งส่วนใหญ่ไปญี่ปุ่น
เน้นเลี้ยงกุ้งอะไรก็ได้ ขอให้รอด ถ้าเลี้ยงกุ้งขาว ก็ขอให้ได้ไซส์กลาง -เล็ก
ส่วนถ้าเป็นกุ้งกุลาดำก็ขอให้ได้ไซส์กุ้งใหญ่-กลาง
หากมองกันจริงๆ เมืองไทย อาหารกุ้งถูกที่สุด โรงงานแปรรูปดีสุด คนไทยเลี้ยงกุ้งเก่งสุด .... และมองว่าการรวมตัวรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงกุ้งยังจำเป็น
ปี 2547 ห้องเย็น ต้องมองหาตลาด ยุโรป ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเพื่อการส่งออกกุ้งไทย
เรื่องของกุ้งขาว หากเราแข่งกับจีนได้ เราก้อสามารถแข่งได้ทั้งโลก
เรื่องของกุ้งกุลาดำ หากเราแข่งกับเวียดนามได้เราก็สามารถแข่งได้ทั้งโลกเช่นกัน
ในปี 2546 มองว่าเราผลิตกุ้งดำได้ 1.2 แสนตัน ส่วนกุ้งขาว ประมาณ 1.9 แสนตัน
ในปี 2547 คาดว่าจีนจะผลิตกุ้งได้ 4.4 แสนตัน (กุ้งขาว) แต่มีการกินเอง ในประเทศ ประมาณ 70%
ปี2547 เวียดนาม คาดว่าจะผลิตกุ้งได้มากกว่าไทย
ปี 2547 อินโดนีเซีย จะผลิตกุ้งดำ 80,000 ตัน และกุ้งขาว 80,000 ตัน
ปี2547 อินเดีย อนาคตจะเน้นเลี้ยง กุ้งน้ำจืด


ข้อมูล จาก น.สพ.วิชัย ลาภจตุพร
มองกลับ 10 ปีกุ้งไทย ในปี 2537-2538 ปัญหาของการเลี้ยงกุ้งคือ เสียหาย จากโรคเรืองแสง และโรคดวงขาว
ปี2540 เจอปัญหาต้มยำกุ้ง
ปี2541-2542 เอกวาดอร์เสียหายหนัก
ปี2544-2545 กุ้งไม่โต ราคา ไม่ดี
ปี2545-2546 กุ้งขาว
ข้อสังเกตุในปี 2540-2544 เราเร่งการผลิตแต่ประสิทธิภาพลดลง
ขอให้จำไว้ว่า การเลี้ยงกุ้งนั้น อะไรที่เลี้ยงง่ายราคาก็จะตก อะไรที่เลี้ยงยาก ราคาขึ้น
ในปี2547 ผลผลิตโลกรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น การผลิตกุ้งขาวก้อเพิ่มขึ้น การผลิตกุ้งดำจะทรงตัวหรืออาจลด
ในปี 2547 ผลผลิตไทย รวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น การผลิตกุ้งขาวทรงหรืออาจเพิ่ม การผลิตกุ้งดำทรงตัว
มองความเด่น-ด้อยของกุ้งไทย
เด่น - ภูมิศาสตร์ดี มีความชำนาญสูง มีความหลากหลายมาก ฐานการตลาดเก่าดี
ด้อย - พื้นที่จำกัด R&D น้อย ความร่วมมือระยะยาวต่ำ การตลาด การประชาสัมพันธ์ น้อย
สั้นๆในปี 2547
*ลด ควบคุมปริมาณการเลี้ยง
*เน้นไซส์ในปริมาณที่เหมาะสม
*มองหาความเสี่ยงต่ำที่สุด
*อย่าตามกระแส แต่ทำตามศักยภาพที่มี