สมดุลของแร่ธาตุในน้ำและดินสำหรับการเลี้ยงกุ้ง
ข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์ กุ้งไทย ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2547
สมดุลของแร่ธาตุในน้ำและดินสำหรับการเลี้ยงกุ้ง
โดย : ดร.สุริยา สาสนรักกิจ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีปุ๋ย
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ปัญหาการเลี้ยงกุ้งของประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตกุ้งที่สำคัญแหล่งหนึ่งของโลกโดยมีพื้นที่การเลี้ยงกุ้ง ครอบคลุม 25 จังหวัด ประมาณ 500,000 ไร่ มีผลผลิตกุ้งประมาณ 200,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 60,000 ล้านบาท (2544) ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในการส่งออกกุ้งแช่แข็งในรูปแบบต่างๆ จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดการส่งออกกุ้งแช่แข็งได้มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป โดยมีคู่แข่งขัน คือ จีน อินโดเนียเซีย อินเดีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ น.สพ.สุรศักดิ์ (2545) ได้ประเมินสถานการณ์กุ้งโลกว่า ผลผลิตกุ้งจากการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2545 - 2547 โดยเฉลี่ย 8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 60,000 - 100,000 ตัน ประเทศผู้ผลิตเพิ่มที่สำคัญ คือ จีน เวียดนาม อินเดีย บราซิล เม็กซิโกและกลุ่มผู้ผลิตย่อยอื่นๆ ตลาดเป็นของผู้ซื้อชัดเจน ราคาผลิตภัณฑ์กุ้งขายปลีกที่ประเทศผู้ซื้อจะมีราคาลดลง กุ้งไทยจะมีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขายที่เกิดในปี 2545 และต่อเนื่องในตลอดปี 2546 เนื่องจากภาวะแอลนิญโญ ทำให้กุ้งจากอ่าวเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาใต้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ท.พ.สุรพล (2543) กล่าวว่า กุ้งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญมีมูลค่าการส่งออกสูง สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชนและรัฐอย่างมหาศาล และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเจริญเติบโตได้ต่อไปตามกระแสการบริโภคอาหารทะเลที่มีสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายระหว่างประเทศกว่า 1,500,000 ตัน เป็นมูลค่ากว่า 500,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในต้นศตวรรษหน้า ด้วยเหตุนี้เองหลายประเทศที่มีศักยภาพพอ จึงพยายามส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอย่างจริงจัง เพื่อเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ ทำให้คาดว่าผลผลิตกุ้งของโลกใน 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน นี้

ด้วยสาเหตุ 3 ประการ คือ
1.การพัฒนาระบบการเลี้ยงสู่ระบบพัฒนาเต็มรูปแบบด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เนื่องจากการเกิดโรคดวงขาวระบาดอย่างรุนแรงในกลุ่มประเทศเหล่านี้ในปีที่ผ่านมา
2.การส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจังในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย
3.การร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จากประเทศผู้ซื้อ คือ
- สหรัฐอเมริกา ร่วมลงทุนในอเมริกากลางและอเมริกาใต้
- กลุ่มสหภาพยุโรป ร่วมลงทุนในประเทศอดีตอาณานิคม เช่น แอฟริกาและอเมริกาใต้
- ญี่ปุ่น ร่วมลงทุนในเวียดนาม อินโดเนียเซีย อินเดีย และมาดากัสการ์


นั้นหมายถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยตลาดหลักของไทยในปัจจุบันต่างเข้าไปร่วมลงทุนผลิตกุ้งในประเทศต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกุ้งไทยในตลาดดังกล่าว เพราะไทยมีข้อเสียเปรียบในด้านต้นทุน การขนส่งและไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศคู่ค้า ขณะที่ความต้องการบริโภคกุ้งเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ประเทศไทยกำลังสูญเสียความได้เปรียบที่เคยมีไปอย่างช้าๆ
นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำของไทยเองยังประสบปัญหาต่างๆ อาทิ การกีดกันทางการค้าทั้งที่เป็นมาตรการทางภาษี เช่น การตัดสิทธิ GSP และมีโซ่ภาษี การยกเงื่อนไขต่างๆ มาใช้ เช่น การทำลายป่าชายเลน การก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ปัญหาภายใน คือ ภาพลักษณ์การเลี้ยงกุ้งไทยในสายตาคนไทยเป็นลบและเกิดการขัดแย้งกับเกษตรกรอื่นๆ การดำเนินการเลี้ยงเป็นแบบตัดตอน ไม่ได้ทำครบวงจรทำให้การควบคุมคุณภาพและพัฒนาการเลี้ยงเข้าสู่มาตรฐานสากลเป็นไปได้ยาก ตลอดจนปัญหาในขบวนการผลิตคือโรคระบาดและต้นทุนสูง ด้วยปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเตรียมการเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ ต้องสร้างจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ "กุ้งไทย" โดยผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มที่มีความหลากหลายพร้อมบริการผู้ซื้อในทุกประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพถูกสุขอนามัยด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพลักษณ์ของสินค้าฉลากเขียว และที่สำคัญเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับแนวทางการเลี้ยงกุ้งของตนเอง เร่งพัฒนาภาคการผลิตเพื่อรับมือกับการแข่งขันกันอย่างรุนแรงจากประเทศผู้ผลิตกุ้งทั่วโลก ที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มที่โดยลดต้นทุนการผลิต โดยการใช้ห่วงโซ่อาหารที่เหมาะสมในระยะต้นของการเลี้ยง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม การเลือกฤดูกาลเลี้ยงที่ดี การลงกุ้งจำนวนพอเหมาะ การป้องกันการเกิดโรค การจัดการเรื่องอาหารและการบริหารในฟาร์ม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนจะต้องไปศึกษาปรับปรุงตามสภาพของแต่ละพื้นที่และสิ่งที่สำคัญต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะทำให้การพัฒนาการผลิตเร็วและมีประสิทธิภาพ ผช.สิริ (2541)
ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งทะเลแบบพัฒนาได้ปรับเปลี่ยนเป็นการเลี้ยงระบบปิดหรือระบบเลี้ยงที่ถ่ายน้ำน้อยที่สุด สืบเนื่องมาจากภาวะสิ่งแวดล้อมชายฝั่งได้ผันแปรและเกิดมลภาวะที่เรียกว่าขี้ปลาวาฬขึ้นบ่อยครั้ง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการเลี้ยงเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศภายในบ่อเลี้ยง ซึ่งถ้าเป็นฟาร์มขนาดเล็กก็มักจะเลี้ยงระบบปิดหรือถ่ายน้ำน้อยที่สุดหรือจะมีเฉพาะการเติมน้ำในเดือนท้ายๆ ของการเลี้ยงเพื่อชดเชยการระเหยของน้ำ น้ำที่เติมส่วนใหญ่จะเป็นน้ำจืดหรือน้ำที่มีความเค็มต่ำ ถ้าเป็นฟาร์มเลี้ยงขนาดใหญ่มีจำนวนบ่อเลี้ยงหลายๆ บ่อมักจะปรับปรุงฟาร์มเป็นการเลี้ยงระบบน้ำหมุนเวียน คือ มีบ่อพักน้ำเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนสูบไปยังบ่อเลี้ยงในเดือนแรกๆ ของการเลี้ยงมักจะไม่ถ่ายเทน้ำ จะถ่ายน้ำเฉพาะเดือนท้ายๆ ได้แก่ เดือนที่สามถึงเดือนที่ห้า น้ำที่ถ่ายจะมีบ่อพักเพื่อปรับปรุงคุณภาพแล้วนำกลับมาเลี้ยงกุ้งใหม่ การเลี้ยงกุ้งทะเลหรือกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาในปัจจุบันประสบปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสรุปเป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ ดังนี้

1.ปัญหาในการเลี้ยงกุ้งทะเล
- ปัญหาเรื่องมลภาวะ ในแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาจะมีปัญหาเรื่องมลภาวะมาก ทั้งนี้เพราะการเลี้ยงในปัจจุบันเกษตรกรมักปล่อยกุ้งหนาแน่น มีการให้อาหารและอัตราการรอดตายต่ำ ทำให้มีสารอินทรีย์จากเศษอาหารและสิ่งขับถ่ายจากตัวกุ้งอยู่ในบ่อและพื้นบ่อเป็นจำนวนมาก ทำให้คุณสมบัติน้ำเปลี่ยนแปลงและเสื่อมลง ไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของกุ้ง ในที่สุดก็เกิดน้ำเสียทำให้เกิดโรคและกุ้งในบ่อเลี้ยงก็จะตายไป
- ปัญหาโรคระบาด ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรสูญเสียและเกิดการขาดทุน ปัญหาโรคระบาดสืบเนื่องจากคุณภาพน้ำเสื่อมเกิดมลภาวะกุ้งเครียด ทำให้กุ้งอ่อนแอขาดภูมิคุ้มกันโรค เกิดสภาวะเหมาะสมต่อการระบาดของโรค โรคกุ้งที่ก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ได้แก่ โรคเกิดจากไวรัส ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันและรักษาได้

2.ผลกระทบจากการเพาะเลี้ยง
การเพาะเลี้ยงกุ้งและพัฒนาก่อเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งหลายประการด้วยกัน
2.1 ทำให้เกิดการสูญเสียป่าชายเลน โดยเกษตรกรได้บุกรุกทำลายป่าชายเลนเพื่อขุดบ่อเลี้ยง
2.2 น้ำทิ้งมีสารอินทรีย์และสิ่งที่มีชีวิตจำพวกแพลงก์ตอนพืชอยู่สูง ทำให้เกิดปัญหามลภาวะชายฝั่ง เช่น เกิดขี้ปลาวาฬหรือเกิดภาวะแพลงก์ตอนบลูมตามขบวนการ Eutrophication ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะน้ำเสีย
2.3 มีการใช้ยาและสารเคมีในการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีสารตกค้างในตัวกุ้ง ตะกอนก้นบ่อและถ่ายเทออกสู่แหล่งน้ำชายฝั่ง ยาและสารเคมีจะมีส่วนทำให้เกิดภาวะการขาดดุลในระบบนิเวศวิทยาชายฝั่ง
2.4 ขาดการจัดระบบพื้นที่ชายฝั่งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้มีการขยายตัวของพื้นที่เลี้ยงอย่างไม่เหมาะสมและพื้นที่เลี้ยงเกินจุดสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา
จากปัญหาดังกล่าว กรมประมงได้จัดตั้งมาตรฐาน ซีโอซี (Code of Conduct, CoC) ตั้งแต่ปี 2541 กรอบข้อบังคับมีพื้นฐานมาจากข้อตกลงในที่ประชุม Word aquaculture ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้กุ้งเจริญเติบโตดี ไม่เป็นโรค ได้ผลผลิตสูงอย่างน่าพึงพอใจ ไม่เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของแหล่งเลี้ยง

เนื่องจากการถ่ายสารอินทรีย์และธาตุอาหารลงสู่แหล่งน้ำโดยตรงและคำนึงถึงคุณภาพของกุ้งเพื่อผู้บริโภคได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีกำลังเป็นแนวทางใหม่ในการปรับตัวของผู้เลี้ยงกุ้งไทยไปสู่การเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืน โดยผู้เลี้ยงจะต้องมีจริยธรรมในการเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงกุ้งในแนวทางนี้ จำเป็นต้องมีกรอบปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเลี้ยงกุ้งโดยใช้หลักวิชาการที่ถูกต้อง และมีการแก้ปัญหาการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งเน้นการเตรียมบ่อโดยมีการบำบัดให้ดินก้นบ่อให้มีคุณภาพดีขึ้น ก่อนปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ควบคุมการให้อาหารกุ้ง เลี้ยงกุ้งในระบบปิดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และบำบัดคุณภาพน้ำในระหว่างการเลี้ยงโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ไม่จำเป็นและต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แล้วนำเอาน้ำที่บำบัดดีขึ้นแล้วมาใช้ในบ่อเลี้ยงอีก
ถึงแม้กรมประมงจะประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งในระบบ ซีโอซี ให้แก่กลุ่มเกษตรกรเกิดชมรมกุ้งคุณภาพ (ซีโอซี) ไปเกือบทุกจังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้ง แต่การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรก็ยังประสบปัญหาการเลี้ยงอยู่ จากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ (ซีโอซี) จังหวัดระยองและกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดตรัง พบว่ามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำประสบผลสำเร็จเพียง 5 - 10 % เท่านั้น อีกประมาณ 10 - 20 % เป็นกลุ่มเกษตรกรที่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ประสบผลสำเร็จบ้างไม่ประสบผลสำเร็จบ้างและกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่ไม่ประสบผลสำเร็จมีประมาณ 60% นั้นหมายความว่าการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรยังขาดความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ยังไม่รู้และไม่เข้าใจอีกเป็นจำนวนมาก คุณนันทาศักดิ์ (2545) ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานี กล่าวถึงประสบการณ์การเลี้ยงกุ้ง "ถ้าดินตาย น้ำก็ตาย ถ้าน้ำตาย กุ้งก็ตาย" การเลี้ยงกุ้งปัจจุบันจะต้องเลี้ยงดินให้มีชีวิต เลี้ยงดินให้มีชีวิตและมีการสร้างมาตรฐานลูกกุ้ง ดินที่ไม่มีรูพรุน ไม่มีช่องว่างของอากาศ ไม่มีจุลินทรีย์หรือเชื้อรากลุ่มดีที่เป็นอาหารของดิน หัวใจของการเลี้ยงกุ้งคือ ดินที่มีรูพรุนมีการสร้างที่เป็นช่องของอากาศ 25%, ของน้ำ 25%, มีจุลินทรีย์กลุ่มดีและเชื้อรากลุ่มดี เมื่อมีอากาศในน้ำ มีอาหาร มีรังของมันก็จะเกิดสิ่งมีชีวิต นั้นคือการเลี้ยงดินต้องให้อาหารดิน
ดินซึ่งเป็นที่อยู่ของกุ้งจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการอยู่รอดของกุ้งทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้เนื่องจากดินจะเป็นแหล่งของแร่ธาตุและอินทรีย์วัตถุที่จำเป็นสำหรับกุ้ง นอกจากนี้แร่ธาตุซึ่งจำเป็นต่อแพลงก์ตอนพืชซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงแพลงก์ตอนสัตว์ที่ใช้แพลงก์ตอนพืชเป็นอาหาร กุ้งสามารถดูดซึมหรือขับแร่ธาตุได้โดยตรงจากน้ำในธรรมชาติ โดยผ่านทางเหงือกและลำตัวความต้องการแร่ธาตุขึ้นกับความเข้มข้นของเกลือแร่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวกุ้ง เกลือแร่หลักที่สัตว์น้ำเค็มต้องการมีปริมาณ 5 ชนิดคือ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปแตสเซี่ยม แมกนีเซี่ยม ซัลเฟอร์ เกลือแร่ย่อยที่สัตว์ต้องการมี 6 ชนิดคือ เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง ไอโอดีน โคบอลท์
การวิเคราะห์ดินเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้ทราบว่าดินก้นบ่อที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งต้องเป็นอย่างไร จากการวิเคราะห์ดินที่เก็บจากบ่อของสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ (ซีโอซี) จังหวัดระยองของคุณนิรุติ, คุณสาธิต, คุณวรวิทย์ และคุณอานนท์ โดยทำการเปรียบเทียบกับดินในบ่อเลี้ยงของคุณสุรัชชา ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถเลี้ยงกุ้งติดต่อกันถึง 5 ปี ผลการวิเคราะห์อยู่ในเอกสารแนบ 1 และจากการพิจารณาผลการวิเคราะห์ดิน พบว่า ดินที่ใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำในแถบนี้มี pH เป็นด่างอยู่ในช่วง 7.8 - 8.0 มีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย มีปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำและต่ำมาก ส่วนปริมาณฟอสฟอรัสในดินบนจะมีปริมาณสูงมากในทุกตัวอย่างดิน นอกจากนี้ยังพบธาตุอาหารเสริม ได้แก่ สังกะสี แมงกานีสและทองแดงมีปริมาณต่ำกว่าของคุณสุวิชชา ซึ่งพื้นบ่อเป็นดินเหนียว จากผลการวิเคราะห์ดินในครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกอะไรได้มากนักและไม่สามารถบอกได้ว่าลักษณะดินที่เหมาะสมควรมีลักษณะอย่างไร แต่ในความคิดของผู้เขียนคาดว่าปริมาณอินทรีย์วัตถุ ฟอสฟอรัส โปแตสเซียมและเนื้อดินเหนียวน่าจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของดิน ที่บ่งบอกถึงศักยภาพของดินในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
สารอินทรีย์ตกค้างคือปัญหาใหญ่ของการเลี้ยงกุ้ง จากการศึกษาของ ดร.ยนต์ และคณะ ได้ทำการศึกษาการสะสมของสารอินทรีย์และการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินพื้นบ่อ จนถึงการศึกษาวิธีการจัดการสารอินทรีย์และสารพิษที่เกิดจากการเน่าสลายของสารอินทรีย์ คณะวิจัยได้เก็บตัวอย่างดินและน้ำจากบ่อเลี้ยงทั้งหมด 60 บ่อ โดยเป็นบ่อที่มีการเลี้ยงกุ้งอยู่ 30 บ่อ (บ่อกุ้งอายุ 5 ปี 6 ปี และ 7 ปี กลุ่มละ 10 บ่อ) และบ่อที่ไม่สามารถเลี้ยงกุ้งได้แล้วหรือบ่อกุ้งร้าง 30 บ่อ (บ่อร้าง 3 ปี 5 ปี และ 6 ปี กลุ่มละ 10 บ่อ) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่ทำให้พื้นที่เลี้ยงกุ้งเก่าจำนวนมากไม่สามารถให้ผลผลิตได้อีกต่อไป น่าจะมาจากสาเหตุหลัก คือ การขาดการจัดการที่ดีเกี่ยวกับสารอินทรีย์ในบ่อ ทำให้มีการสะสมสารอินทรีย์ในดินพื้นบ่อ และส่งผลให้คุณภาพน้ำเกิดความเป็นพิษ จากสารอินทรีย์ที่เน่าสลายทำให้กุ้งที่เลี้ยงอ่อนแอในสภาวะที่มีการแพร่ระบาดของโรค จนทำให้กุ้งตายยกบ่อ
ทั้งนี้จากข้อมูลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างดินพื้นบ่อกุ้งร้างและดินเดิมพบว่าร้อยละ 90 - 100 ของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ทิ้งร้าง มาเป็นระยะเวลา 3 - 6 ปี ยังมีค่า BOD ในระดับที่สูงกว่าดินเดิมและร้อยละ 80 - 100 ของบ่อกุ้งยังมีสารอินทรีย์สูงกว่าที่พบในดินเดิม นอกจากนี้บ่อร้างส่วนใหญ่ยังพบการสะสมของเหล็ก แมงกานัส ทองแดง สังกะสี โปแตสเซี่ยมและแคลเซี่ยม มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณฟอสฟอรัส (available phosphones) และโซเดียมลดลง การจัดการบ่อมีอิทธิพลมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณอาหารที่ให้สะสมกับคุณภาพน้ำและการเน่าสลายของสารอินทรีย์ในบ่อ โดยในฟาร์มที่มีการจัดการอย่างจริงจังได้แก่การเริ่มให้อากาศตั้งแต่ปล่อยลูกกุ้ง เริ่มถ่ายเปลี่ยนน้ำตั้งแต่เดือนที่สองและมีความถี่และปริมาณการถ่ายที่เปลี่ยนน้ำสูง (2 - 4 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 10 - 25) เช่น กรณีของฟาร์มในจังหวัดสตูล ปรากฏว่าปริมาณอาหารการสะสมเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีการสะสมสารพิษเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกันฟาร์มที่มีการจัดการบ่อกุ้งในระดับที่น้อยกว่า เช่น ฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะเริ่มให้อากาศและถ่ายเปลี่ยนน้ำตั้งแต่เดือนที่ 3 แต่กุ้งที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะตายภายในระยะเวลา 2 เดือนแรก เดิมเคยเข้าใจว่าเกิดโรคระบาด แต่จากการศึกษาข้อมูลโดยละเอียดพบว่าปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงกว่าระดับ 5 มิลลิกรัม/ลิตร ภายในระยะเวลาสั้นและมีการสะสมของไฮโดรเจนซัลไฟด์ ในน้ำมีปริมาณสูงจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อกุ้งภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ จากเหตุการณ์นี้สามารถอธิบายได้ในรูปแบบดินนาขังน้ำ คุณสรสิทธิ์ (2511) ดินก้นบ่อเลี้ยงกุ้งหลังจากนำน้ำเข้าบ่อจะกลายเป็นดินที่อยู่ในสภาพขาดออกซิเจน (Reduction) เนื่องจากการขาดการถ่ายเทอากาศ การแพร่ของออกซิเจนหยุดชะงักจุลินทรีย์กลุ่ม Obligate aerobes ก็จะตายหรือหยุดระงับการเจริญเติบโต จุลินทรีย์อีกจำพวกหนึ่ง คือ facultative anaerobes ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไป เมื่อดินมีออกซิเจนเพียงพอจุลินทรีย์จะดำเนินกระบวนการหายใจโดยใช้ออกซิเจน แต่เมื่อดินขาดออกซิเจนจุลินทรีย์ก็สามารถดำเนินขบวนการหายใจโดยวิธีการ anarobe respiration จุลินทรีย์สามารถใช้สารประกอบต่างๆ ในดินที่มีระดับออกซิเจนสูงๆ เช่น NO3 และ MnO2 เป็น Hydrogen acceptor จุลินทรีย์พวกนี้จะใช้อินทรีย์วัตถุในดินเป็น Substrate จากนั้นจะมีจุลินทรีย์ในดินอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า Obligate หรือ Strict anaerobs ซึ่งดำเนินกิจกรรมต่อเมื่อดินอยู่ในระดับ reduction ที่ต่ำมาก จุลินทรีย์พวกนี้จะใช้สารประกอบอินทรีย์ที่ตกค้างจากกระบวนการ anaerobic respiration และสามารถใช้สารประกอบในดินที่มี oxidation ต่ำ เช่น Fe+++ , SO4= และ CO2 เกิดสารประกอบเฟอร์รัสและก๊าซไฮโดเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อกุ้ง

ตาราง ลำดับขบวนการ Oxidation - reduction ของสารประกอบต่างๆ ในดินนา
ลำดับ ขบวนการ Eh (volts)
1 Oxidation reduction 0.83
2 Nitrate reduction 0.43
3 Manganese reduction 0.41
4 Iron reduction 0.13
5 Pyruvic acid reduction - 0.18
6 Sulfate reduction - 0.49
7 Hydrogen reduction - 0.42
CO2 reduction - 0.62
8 Phosphate reduction - 0.70
ที่มา : คุณสรสิทธิ วัชโรทยาน (2511)

การย่อยสลายสารอินทรีย์
คุณสมศักดิ์ (2541) กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ที่ควบคุมการย่อยสลายอินทรีย์สาร ดังนี้
1.ชนิดและอายุของอินทรีย์สาร
2.ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์
3.อุณหภูมิ
4.อากาศ
5.ความชื่น
6.ความเป็นกรดเป็นด่าง
7.ธาตุอาหารหรือเกลือแร่
8.อัตราส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจน
สัดส่วนของการย่อยสลายอินทรีย์สารที่จะเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งปัจจัยที่สำคัญน่าจะเป็นค่า C:N ratio

C:N ratio คืออัตราส่วนระหว่างอินทรีย์คาร์บอนกับไนโตรเจนทั้งหมด
เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าในการย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านี้จะมีไนโตรเจนเพียงพอกับความต้องการของจุลินทรีย์และทำให้การย่อยสลายอินทรีย์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ เช่น ฟางข้าวมีคาร์บอนประมาณ 40 - 50% และมีไนโตรเจนประมาณ 0.5% หรือมีค่า C:N ratio เท่ากับ 90:1 ถึง 100:1 เมื่อคลุกลงไปในดิน จุลินทรีย์จะดึงไนโตรเจนจากดิน ทำให้พืชหรือสาหร่ายขาดไนโตรเจน

C:N ratio จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการ Immobilization และ Mineralization
1.C:N ratio สูงกว่า 30:1 อัตราการ Immobilization มากกว่า Mineralization
2.C:N ratio อยู่ระหว่า 30/1 - 20/1 อัตราการ Immobilization เท่ากับ Mineralization
3.C:N ratio น้อยกว่า 20/1 อัตราการเกิด Immobilization น้อยกว่า Mineralization

การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน
ดร.สุริยา และคณะ (2543) ศึกษาการปลดปล่อยไนโตรเจนจากกากสะเดาที่มีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด 200 ppm. ไปหมักในดินนาและดินไร่ที่ระยะเวลา 0, 1, 2, 4, 6 และ 8 สัปดาห์ พบว่าการปลดปล่อย NH4+ - N ที่ได้จากการปลดปล่อยไนโตรเจนจากกากสะเดาที่ทำการทดสอบในสภาพดินนาและสภาพดินไร่มีการปลดปล่อยไนโตรเจนในรูปของไนโตรเจนมีปริมาณแตกต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ การปลดปล่อยไนโตรเจนในสภาพดินนาน้ำปี กากสะเดาปลดปล่อยไนโตรเจนในรูปของ NH4+ - N 4.5 ppm. หลังจากนั้นมีการปลดปล่อยมีปริมาณ NH4+ - N สูงสุดที่สัปดาห์ที่ 4 คือ มีปริมาณ NH4+ - N ที่ปลดปล่อย 88.2 ppm. จากนั้นปริมาณแอมโมเนียมีปริมาณลดลง กากสะเดาสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนได้ร้อยละ 44.1 ของไนโตรเจนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 45.9 ยังคงสะสมอยู่ในดินนา
ส่วนการปลดปล่อยไนโตรเจนจากกากสะเดาในสภาพดินไร่ พบว่าการปลดปล่อยไนโตรเจนในสภาพดินไร่ มีความแตกต่างจากสภาพดินนา ธาตุไนโตรเจนจะปรากฏทั้ง 2 รูปของ NH4+ - N และ NH3 - - N พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์แรกมีปริมาณ 3.6 ppm. เพิ่มขึ้นเป็น 56.5 ppm. ในสัปดาห์ที่ 4 และเริ่มมีปริมาณต่ำในสัปดาห์ที่ 8 คือมีปริมาณ NH3 - - N เหลือในดิน 11.2 ppm. ดังนั้นเมื่อคำนวณปริมาณไนโตรเจนที่ปลดปล่อยจากกาสะเดาในสภาพดินไร่ กากสะเดาสามารถปลดปล่อยปริมาณไนโตรเจนสูงสุด 28.5% ของปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด

ดร.สุริยา (2531) ศึกษาการย่อยสลายสารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ต่อการปลดปล่อย NH4+ - N และการเกิดสภาพรีดักชั่นของดิน พบว่าอินทรีย์สารแต่ละชนิดจะมีการปลดปล่อย NH4+ - N มีปริมาณแตกต่างกันโดยพบว่ากากละหุ่งปลดปล่อย NH4+ - N > AS > SW > RSC, FC > Ch. และพบว่าการปลดปล่อย NH4+ - N ในดินร้อยเอ็ด (ดินทราย)จะมีการปลดปล่อย NH4+ - N มากกว่าดินรังสิต (ดินเหนี่ยวกรด) แต่หลังจากที่มีการใช้กากตะกอนอ้อยแล้วพบว่าการย่อยสลายในดินรังสิต(ดินกรด) มีการปลดปล่อย NH4+ - N ได้สูงกว่าดินขุดร้อยเอ็ด
ส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพรีดักชั่นของทั้งสองชุดดินพบว่า การใส่อินทรีย์สารจะส่งผลทำให้ดินเกิดสภาพรีดักชั่นรุนแรงกว่ากรรมวิธีที่ไม่มีการใส่พบว่าการใส่ AS และ CM ซึ่งมีปริมาณไนโตรเจนสูงและฟอสฟอรัสสูง จะส่งเสริมการเกิดสภาพรีดักชั่นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์
รองลงมาได้แก่ SW ซึ่งมีปริมาณไนโตรเจนสูงแต่มีฟอสฟอรัสต่ำ และที่สุดได้แก่ RSC ซึ่งเกิดสภาพรีดักชั่นต่ำกว่ากรรมวิธีอื่นๆ ส่วนตำรับ FC มีปริมาณไนโตรเจนตั้งแต่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง พบว่ามีการยับยั้งการเกิดสถานรีดักชั่นของดิน และพบว่าเมื่อใส่ FC ในปริมาณมากจะยับยั้งการเกิดสภาพรีดักชั่นยิ่งขึ้น
ส่วนการหาค่าสภาพรีดักชั่นของดินสามารถทำได้โดยใช้เครื่องวัด แต่จากการศึกษาของ ดร.สุริยา (2531) พบว่าค่าสภาพรีดักชั่นของดินมีความสัมพันธ์กับค่า pH ของดินและปริมาณ Fe++ ที่สกัดด้วย 1 N NaOAc มากกว่าที่ใช้ 1 N KCl เป็นตัวสกัด

 

อินทรีย์วัตถุในดินจะมีบทบาทสำคัญในระยะแรกของการเตรียมการเลี้ยง อินทรีย์วัตถุจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ การย่อยสลายอินทรีย์วัตถุจะเกิดสารประกอบอินทรีย์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะชักนำให้แมลงมาวางไข่ เช่น หนอนแดงและลูกน้ำยุง การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่มี C/N ต่ำ จะเกิดการปลดปล่อยแอมโมเนียซึ่งแพลงก์ตอนพืชจะนำแอมโมเนียไปใช้ในการเจริญเติบโต ดังนั้นหากสามารถกำหนดชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้คณะผู้วิจัยดำเนินการวิจัยพบว่าสาหร่ายพวก Chlorella sp และ Tetraselmis sp เป็นแพลงก์ตอนพืชที่มีศักยภาพซึ่งสามารถขยายพันธุ์แล้วนำกลับมาปล่อยในบ่อ แพลงก์ตอนเหล่านี้จะเจริญเติบโตรวดเร็ว โรติเฟอร์หรือแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็จะใช้แพลงก์ตอนพืชเป็นอาหารทำให้มีการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว การปล่อยลูกกุ้งในช่วงเวลาดังกล่าวลูกกุ้งจะมีอาหารธรรมชาติมาก มีอัตราการรอดสูงและมีการเจริญเติบโตเร็ว แต่ถ้าในบ่อไม่มีอาหารธรรมชาติลูกกุ้งจะอดอาหารเพราะลูกกุ้งส่วนใหญ่จะไม่คุ้นเคยกับอาหารสำเร็จรูป ส่วนแร่ธาตุต่างๆ ที่ได้จากดินและจากปุ๋ยจะเกี่ยวข้องกับแพลงก์ตอนพืช ทำให้แพลงก์ตอนพืชเจริญเติบโตดีและมีอายุยืนยาว ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งจะคงที่ pH ของน้ำในบ่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
การจัดการบ่อที่ดีต้องให้ความสำคัญของการให้อากาศในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้แก่กุ้งแล้วยังมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการปรับปรุงคุณภาพน้ำและดิน โดยจะช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ป้องกันการเกิดสารพิษ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และแอมโมเนีย เร่งการสลายตัวและลดการสะสมสารอินทรีย์และหากมีการติดตั้งระบบที่เหมาะสมก็จะช่วยในการเคลื่อนย้ายสารแขวนลอยตะกอนเลนในบ่อกุ้ง ดังนั้นการปรับใช้ระบบการให้อากาศจึงน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถจัดการกับสารอินทรีย์และสารพิษที่เกิดขึ้นจากการเน่าสลายของสารอินทรีย์ในระบบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในระบบปิดได้อย่างประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการเตรียมบ่อดินในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
1.ตากดินให้แห้ง ขุดขี้กุ้งกลางบ่อมาหว่านให้ทั่วแปลง
2.ทำการไถพลิกดินล่างขึ้นมาอยู่ด้านบน
3.วัด pH ของดินว่าเป็นกรดรุนแรงหรือไม่
- ถ้า pH ของดินก้นบ่อเป็นกรดต่ำกว่า 5.5 ให้ใส่หินฟอสเฟตหรือปูนมาร์ลในอัตรา 500 กก/ไร่ โดยหว่านให้ทั่วแปลง
- ถ้า pH ของดินประมาณ 5.5 ให้ใส่ปูนหินฟอสเฟตหรือปูนมาร์ลในอัตรา 200 กก/ไร่ โดยหว่านให้ทั่วแปลง
4.ทำการไถกลบวัสดุปูน เพื่อกลบไปในดิน
5.ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น กากตะกอนอ้อยหรือปุ๋ยโบกาชิในอัตรา 500 กก/ไร่ โดยโรยให้ทั่วบ่ออย่างสม่ำเสมอ
6.ทำการไถกลบไถคราด เพื่อให้ดินได้รับออกซิเจน แล้วให้ความชื่นด้วยน้ำจืดไถกลับไปกลับมา เพื่อให้สารอินทรีย์ตกค้างในดินถูกย่อยสลาย ถ้าต้องการเร่งอัตราการย่อยสลายให้น้ำชีวภาพมาละลายน้ำในอัตรา 1:250 ราดให้ทั่วแปลงหรือใส่ปุ๋ยปลาหมักที่ปรับ pH แล้วราดให้ทั่วแปลง
7.หว่านปุ๋ยเคมีสูตร 18 - 46 - 0 หรือปุ๋ย เคมีสูตร 8 - 24 - 24 ในอัตรา 2 - 4 กก/ไร่
8.นำฟางมาคลุมดินให้ทั่วบ่อ
9.สูบน้ำที่เตรียมจากบ่อพักน้ำโดยกรองผ่านตะข่ายสีฟ้าหรือผ้าหลายๆ ชั้น เพื่อกรองไข่ปลาและสัตว์น้ำที่จะต้องเข้ามาในบ่อไม่ให้หลุดเข้าไปในบ่อให้มีความลึกประมาณ 10 ซม. ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อล่อตัวแก่ลิ้นน้ำจืดให้มาวางไข่
10.สูบน้ำเข้าบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้มีความสูงประมาณ 30 ซม. ขณะเดียวกันให้ใส่น้ำเขียวหรือหัวเชื้อสาหร่าย เช่น Chlorella ในอัตรา 50 ลิตร/ไร่ และหัวเชื้อไรน้ำกร่อยหรืออาร์ทีเมีย เปิดเครื่องตีน้ำเบา
11.ค่อยๆ สูบน้ำเข้าให้ความสูงของน้ำประมาณ 80 ซม. เปิดเครื่องตีน้ำเพื่อให้ออกซิเจน ประมาณ 1 สัปดาห์
12.ทำการปล่อยลูกกุ้งในอัตรา 50,000 ตัว/ไร่


เอกสารอ้างอิง (Referemce)
1.กองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ - การทำอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปแบบพื้นบ้าน
(กองส่งเสริมการประมง กรมประมง)
2.จินดา จงกมานนท์ 2543 อุตสาหกรรมกุ้งแช่เยือกแข็งไทย เอกสารประกอบคำบรรยาย
(2 กุมภาพันธ์ 2543 ณ ศูนย์เรียงรวม ห้อง 302 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
3.มะลิ บุณยรัตผลิน 2531 อาหารและการให้อาหารกุ้งกุลาดำ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ.
(กรมประมง)
4.ลักขณา ละอองศิริวงศ์, พุทธ ส่องแสงจินดา และธุชวาล อินทรมตรี (2543)
(ประสิทธิภาพของการบำบัดดินจากบ่อเลี้ยงกุ้งทะเลด้วยวิธีการต่างๆ กันในกระบะทดลอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลฝั่งอ่าวไทย)
5.ลัดดา วงค์รัตน์. 2539 คู่มือการเลี้ยงแพลงก์ตอน ภาควิชาชีวประมง คณะประมง
(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
6.พุทธ ส่องแสงจินดา 2544. การจัดการสารประกอบไนโตรเจนและออกซิเจนในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ระบบปิด
(ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลฝั่งอ่าวไทย กรมประมง)
7.สิริ ทุกข์วินาศ 2541 แนวทางการปรับวิธีการเลี้ยงกุ้งทะเลตามระบบ ISO 14001
(วารสารการประมง ปีที่ 51 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2541)
8.สุรพล ประเทืองธรรม 2543 ค.ศ. 2000 กับการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำไทย
(วารสารประมงปีที่ 53 ฉบับที่ 4 เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2543)
9.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน 2511 เคมีและความอุดมสมบูรณ์ของดินนา ภาควิชาปฐพี
(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
10.โสภณ อ่อนคง, ธนาวุฒิ กล่าวเลี้ยง และพิษณุ นาอนันต์ 2539
(การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาอย่างต่อเนื่อง. ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ชายฝั่งสตูล กรมประมง)
11.Hart, P.R., W.G. Hutchinson and G.J. Purser. 1994 An Experimental System for Small - ScaleExperiments with Inarime Fish and Crustaceand. (Aqnaculture Engineering 13:251 - 256)
12. Yokokawa, T.1984. Water anal Soil analysis for tropical Aquaculture.
(National Institute of Coastal Aquaculture ZNICAX Sougkhla Thailand.)